วันพฤหัสบดี, 3 กันยายน 2569

น้ำท่วม : ชะตากรรมที่ปฏิเสธไม่ได้

03 ก.ย. 2026
3

 

“รัฐบาลเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมน่าน หลังระดับน้ำหลายพื้นที่เริ่มทรงตัว และทยอยลดลง พร้อมเตรียมรับมือฝนระลอกใหม่ปลายเดือนสิงหาคมนี้ คาดพื้นที่ตอนบนลุ่มน้ำน่านมีฝนสะสม 50-70 มม. แม้ไม่หนักเท่ารอบที่ผ่านมา แต่ดินยังชุ่มน้ำ เสี่ยงน้ำไหลหลากพื้นที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ลุ่มต่ำ-ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด”

ว่าจะไม่เขียนถึงน้ำท่วมเมืองน่านแล้ว เพราะมีข่าวให้เสพมากมายจนจะรับเข้าไม่ไหวกันอยู่แล้ว

แต่เพราะ“ประกาศเจ้ากรรม”ฉบับนี้ไง ???

-ปริมาณฝน : คาดว่าจะมีฝนสะสมแม้จะไม่รุนแรงเท่ารอบก่อน แต่ต้องไม่ประมาท

-ความเสี่ยงดินถล่ม: ดินในพื้นที่ยังคงอิ่มน้ำและชุ่มน้ำจากฝนตกหนักรอบก่อน ทำให้มีความเสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มได้ง่ายขึ้น

-จุดที่ต้องระวังพิเศษ : พื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลและพื้นที่ลุ่มต่ำ

-การติดตาม : หน่วยงานภาครัฐและกรมอุตุนิยมวิทยา ยังคงเกาะติดสถานการณ์และเร่งช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการท่วมก่อนหน้านี้

ล้างโคลนออกจากบ้านกันอยู่ดีๆ เจอคำเตือนอย่างนี้เข้าถึงกับท้อเหมือนกัน !!

จำได้ว่าเมื่อน้ำท่วมน่านคราวที่แล้ว นอกจากอำเภอต่างๆแล้วในเขตเมืองแทบจะหนักกว่าทุกพื้นที่ โดยเฉพาะโรงพยาบาล ที่ทำเอาเดือดร้อนกันระงม ทั้งคนป่วยทั้งหมอ-พยาบาล โดยเฉพาะเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ราคาแพงๆโดนฤทธิ์น้ำทำลายเสียหายอย่างหนัก จนมีน้ำใจจากทั่วสารทิศส่งความช่วยเหลือกันเป็นสาย ไม่ทราบว่าจนถึงวันนี้พอจะฟื้นจากวิกฤตกันบ้างหรือยัง ??

ยังไงๆก็คาดเดาว่า ไม่น่าฟื้นกลับมาเต็มร้อย และคราวนี้จะโดนซ้ำเติมอีกหรือเปล่า-ยังไม่รู้เลย !

เรามีประสบการณ์จากแม่สายเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่สองปีที่แล้ว โดยลักษณะการท่วมใช่มีแต่น้ำฝนใสๆจากฟากฟ้าเท่านั้นไม่ แต่มันมาแบบทั้งน้ำและดินโคลนขุ่นแดงทั่วทั้งเมือง ลำพังน้ำท่วมหากไม่มีโคลนมาด้วย แค่ท่วมไม่กี่วันก็พอจะฟื้นสภาพให้กลับมาเหมือนเดิมได้ไม่ยากนัก

แต่ภัยจากธรรมชาติทุกวันนี้ ไม่ได้มีแค่น้ำฝนอย่างเดียวเสียแล้ว !!

เช่นเดียวกับน่าน-ที่น้ำจากพื้นที่สูงไหลแรงพาดินโคลนลงมาถล่มพื้นที่อาศัย พื้นที่เศรษฐกิจ ในตัวอำเภอ จังหวัด แม้ทุกฝ่ายจะทุ่มเทความช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพให้พ้นวิกฤต แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากกว่าปกติ

ข้อมูลทางวิชาการล่าสุดปี 2567-68 ประเมินว่า ภูเขาหัวโล้นที่น่านมีมากถึง 1.8 ล้านไร่ ป่าต้นไม้หมดไป เพราะเอาพื้นที่มาทำเกษตร ปลูกพืชเชิงเดี่ยวทั้งข้าวโพด-มันสัมปะหลัง จึงไม่มีพื้นที่ป่าไว้ซับน้ำ หรือมี-แต่น้อยมาก

11 อำเภอ 56 ตำบล 412 หมู่บ้าน น้ำท่วมน่านปีนี้ถือว่าหนักสุดในรอบ 100 ปี !!!

เมื่อไม่มีป่า ทำไมน้ำท่วมเร็วและแรง ตามหลักอุทกวิทยาและงานวิจัยที่กรมป่าไม้อ้างอิง ว่าป่าไม้นั้นทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำขนาดใหญ่ เพราะใบไม้ที่ร่วงหล่นกับจุลพืชที่ทับถมอยู่ตามใต้ต้นไม้-ช่วยเก็บน้ำ !!

-ชั้นเรือนยอด กิ่งและใบไม้ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันชั้นแรก ช่วยบดบังน้ำฝนและลดความเร็วของการไหลบ่า

-ชั้นซากพืชคลุมดิน เศษใบไม้และอินทรีย์วัตถุที่ปกคลุมดิน จะช่วยชลอน้ำฝน ลดการไหลบ่าที่รวดเร็ว

-ชั้นรากและดิน รากต้นไม้ยึดดินและทำให้ดินพรุน น้ำจึงค่อยๆซึมลงในชั้นดิน ไปเก็บไว้เป็นน้ำใต้ดิน

เมื่อป่าถูกทำลาย จะเกิดอะไรขึ้น ??

การทำลายป่ามีผลต่อวัฏจักรของน้ำ การทำลายป่าลดการเกาะตัวของดิน ทำให้เกิดผลที่ตามมาคือหน้าดินพังทลาย น้ำท่วม และดินถล่ม

พื้นที่ป่าไม้ขนาดเล็กลงมีความสามารถน้อยลง ในการดักจับ ดูดซับ และปลดปล่อยปริมาณน้ำฝน พื้นที่ป่าที่ถูกทำลายจะเป็นตัวการให้เกิดน้ำผิวดิน ซึ่งจะเคลื่อนที่ได้ไวกว่าการไหลของน้ำบาดาล การเคลื่อนที่ที่เร็วกว่าของน้ำผิวดิน อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน

ไม่ว่าที่เชียงราย – น่าน หรือที่ไหนต่างก็หนีไม่พ้นหลักวิชาการนี้ !!!

เราไม่โทษใคร ไม่โทษคนในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมในทุกๆแห่ง เพราะมันเป็นปัญหาที่จะแก้กันง่ายๆไม่ได้เสียแล้ว คนปลูกป่าก็ปลูกกันไป จะปลูกโดยหน้าที่ราชการหรือชักชวนกันปลูกตามวาระสำคัญๆ ส่วนในพื้นที่ลาดเชิงเขา หรือที่สูง ก็บุกเบิกหน้าดินล้มป่ากันต่อไป ข้าวโพด-มันสัมปะหลัง ที่ปลูกกันลงไป มันช่วยซับน้ำหรือหยุดดินถล่ม-ไม่ได้

ก็คงต้องร่วมกันหลับตานึกเอาแล้วกัน ว่าภาพที่เห็นภูเขาหัวโล้นที่นับวันขยายวงมากขึ้น…สักวันมันจะต้องนำภัยพิบัติมาให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ !!!