
เมื่อครั้งที่แล้วเราพูดถึงสภาวะเมื่อเราเริ่มฝึกจิตด้วยอานาปานสติกันว่าจะเจอกับอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นความฟุ้งซ่าน ความไหลไปไม่นิ่งของจิต หรือการเกิดปิติธรรมที่เกิดขึ้นในจิตระดับอุปจารสมาธิกันไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงจิตในระดับอุปจารสมาธิกันค่ะ
ก่อนอื่น เราจะมารู้จักกับระดับสมาธิในการฝึกจิตกันก่อนนะคะ
ในการฝึกจิตให้เกิดสมาธิตั้งมั่นควรแก่การใช้งานนั้น จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ได้ คือสำหรับผู้ไม่มีอุปนิสัย คือเป็นผู้ไม่มีปัจจัยหนุนส่งมาจากการที่เคยฝึกสะสมมาในชาติก่อน ซึ่งเรียกว่าอุปนิสัยคือมีความเคยชินติดตัวมา เมื่อมาเกิดในชาติใหม่ของเก่าที่เคยฝึกไว้จะติดตามมาด้วย เมื่อมีการมาฝึกใหม่ในชาตินี้ สิ่งที่ตกตะกอนนอนเนื่องอยู่ในกมลสันดานจึงถูกกระตุ้นขึ้น จึงเรียกว่าของเก่ากลับคืนมา แต่สำหรับผู้ไม่เคยสะสมไว้ในชาติก่อน มาเริ่มเอาในชาตินี้จึงเป็นของยากสำหรับเขา
คำว่าสันดาน ในทางธรรมไม่ใช่คำหยาบนะคะ เป็นรากศัพท์ตั้งเดิมของภาษา แปลว่า นิสัยดั้งเดิม นั่นเอง
ด่านสำคัญของการฝึกสมาธิก็คือจิตนี่เอง ผู้ไม่เข้าใจเมื่อมาพบกับความวุ่นวายของจิต จึงทุกข์ใจว่าตนไม่มีบุญวาสนาในทางนี้ แล้วท้อถอยจนเลิกฝึกกันไปมากมาย แท้จริงแล้ว หากเข้าใจในธรรมชาติของจิตและวิถีการฝึกจิตแล้ว ก็จะไม่เกิดความทุกข์กับสภาพจิตใจของตนเอง เพราะมีตั้งหลายหนทางในการเข้าถึงธรรมได้ ซึ่งจะกล่าวในลำดับต่อไป
สำหรับระดับของสมาธินั้น ท่านแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ
ขณิกสมาธิ คือมีสมาธิเล็กน้อย
อุปจารสมาธิ คือสมาธิเฉียดฌาน
อัปปนาสมาธิ คือสมาธิตั้งมั่นได้แล้ว มี 4 ระดับ คือปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน หรือการเข้าถึงฌาน 1 2 3 4 นั่นเอง
เมื่อแรกฝึก จิตผู้ฝึกจะมีอาการต่อต้านการฝึก เมื่อฝึกไปๆ ใจก็จะไหลไปตามอารมณ์ที่เคยชิน มักจะหนีไปคิดนั่น คิดนี่ พอรู้ตัวก็กลับมาเริ่มตั้งต้นใหม่ มีสติอยูกับการฝึกแป้บๆ ก็หนีไปคิด ก็กลับมาตั้งต้นใหม่ไม่ยอมท้อถอย ก็เย่อกันอยู่อย่างนี้ อันนี้เรียกว่า ขณิกสมาธิ คือมีสมาธิได้แป้บๆ ก็ฟุ้งไป จึงเรียกว่ามีสมาธิเล็กน้อย
ต่อมา จิตมีความตั้งมั่นได้ดีขึ้น ใจอยู่กับลมหายใจเข้ารู้ ลมหายใจออกรู้ อยู่อย่างนี้ บางท่านใช้คำภาวนาคู่กับลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ หรือจะเป็นสัมมา อรหัง นะมะพะธะ ยุบหนอ พองหนอ ได้ทั้งนั้น ใจมีความตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจและคำภาวนา
ในจังหวะนี้เองผู้ฝึกบางคนอาจมีอาการโยกหน้า โยกหลัง อาจรู้สึกโงนเงนไปมา อาจรู้สึกตัวใหญ่ขึ้น อาจรู้สึกหน้าเห่อแผ่ซ่าน อาจมีน้ำหูน้ำตาไหล อาจมีอาการขนลุกขนพองสยองเกล้า หรืออาจไหลลงหลับไป หรืออาจคล้ายจะมองเห็นข้างนอกระเบียงแว้บๆเข้ามา หรือเห็นภาพอะไรๆแว้บเข้ามาแล้วหายไป หรือเห็นแสงสว่างจ้า หรืออาจมองเห็นหน้าตัวเองกลับด้านกับความรู้ตัว เป็นต้น
ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นครบทุกอาการ อาจมีแค่ตัวโยก ตัวเอน ขนลุกขนพอง น้ำตาไหล อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือบางคนอาจไปเห็นเทพเทวดา เห็นสิ่งเหนือวิสัยอย่างใดอย่างหนึ่ง อาการรู้ อาการเห็นเหล่านี้เป็นแค่จิตเข้าไปรับรู้ในกายใจของตน ยังไม่ใช่ของจริง ยังเอาแน่นอนไม่ได้
อีกสภาวะหนึ่งเมื่อฝึกจนจิตสงบไม่วอกแวก ใจเริ่มเป็นสุข อาการปิติทั้งหลายที่กล่าวมาไม่ปรากฏ แต่จิตกลับเงียบลง มีความเพลินในความสงบเข้ามาแทน ตอนนี้คล้ายจะเคลิ้ม จะฝัน ลมหายใจหายไป ซึ่งไม่ใช่อาการตั้งมั่นของจิตแบบมีสมาธิเต็มที่เรียกว่าจตุตถฌาน แต่เป็นอาการหายไป หรือหลับในสมาธินั่นเอง อาการนี้เกิดขึ้นได้กับผู้ฝึกจิตที่มีจริตหนักไปทางโมหจริต จิตมีกำลังไม่พอจะก้าวผ่านระดับปฐมฌานเข้าไปได้ จึงหนีเข้าไปหลับ ผู้ฝึกจึงมีอาการคล้ายฝัน คล้ายเคลิ้มไป อึงอลอยู่ในนั้น พอสติมาก็จะรู้สึกว่า อ้าวหลับไป อาการแบบนี้เรียกว่า จิตหนีไปเข้าภวังค์
นี่ต้องขยันฝึกให้มาก ฝึกให้สม่ำเสมอ แม้จะต้องเจอสภาวะนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ต้องทำ ซึ่งการทำแต่ละครั้งจะช่วยสะสมกำลังให้จิตจนมีกำลังพอ จึงจะสามารถผ่านสภาวะนี้เข้าปฐมฌานไปได้ ผู้เข้าถึงจะรู้ได้ด้วยตนเองว่าผ่านแล้ว ไม่ต้องถามใคร
จิตในระดับอุปจารสมาธินี้ เป็นจิตที่มีความเป็นทิพย์ สามารถนำมาฝึกให้เกิดญาณรู้เห็นในสิ่งเหนือวิสัยได้ ซึ่งญาณที่ว่านี้จะเป็นการฝึกเฉพาะทาง จึงจะมีความแน่นอน เที่ยงตรงได้ เช่นการฝึกมโนมยิทธิ เป็นต้น แต่หากแค่ฝึกกำหนดรู้แค่ลมหายใจอย่างเดียว ความรู้หรือญาณที่เกิดยังเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ หากผู้ฝึกหลงเข้าไปยึดว่าเป็นความวิเศษ เป็นความเก่งของตนเอง นี่จะพาให้หลงทางได้ นี่ต้องระวัง ครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้จริงจึงสอนเสมอว่า เห็นสักว่าเห็น รู้สักว่ารู้นั่นเอง