วันศุกร์, 22 พฤษภาคม 2569

เชียงรายนำร่อง จังหวัดแรกในภาคเหนือ ผสานการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลและความสนุก ผ่านหลักสูตร “สูงวัยมีค่าด้วยทักษะชีวิตดิจิทัล” โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

22 พ.ค. 2026
2856

ศูนย์การเรียนรู้ผู้สูงอายุตลอดชีพตำบลบ้านดู่ เทศบาลตำบลบ้านดู่ ในพื้นที่เชียงราย จังหวัดที่มีโรงเรียนผู้สูงอายุมากที่สุดในภาคเหนือ ได้รับเลือกเป็นพื้นที่นำร่องในการพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุแบบดิจิทัล จากคณะวิจัยโครงการ “สูงวัยมีคุณค่า: โรงเรียนผู้สูงอายุแบบผสมผสานด้วยทักษะชีวิตดิจิทัล” โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งพัฒนาบทเรียนให้ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ได้เข้าร่วมหลักสูตรเกี่ยวกับทักษะทางเทคโนโลยี การใช้แอปพลิเคชัน การหารายได้และการบริหารการเงิน เป็นต้น โดยเรียนรู้ผ่านห้องเรียนผสมผสานกับแพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมที่สร้างทั้งองค์ความรู้และความสนุกสนาน

 

โรงเรียนผู้สูงอายุช่วยต่อยอดทักษะชีวิตและคลายเหงา

เมื่อผู้คนก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุจะเริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น จากการเกษียณอายุราชการหรือพักจากงานที่ทำเพื่อหาเลี้ยงชีพมาตลอด บางคนใช้เวลาเล่นกับลูกหลาน บางคนเข้าวัดปฏิบัติธรรม ขณะเดียวกันมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่พยายามหากิจกรรมทำเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และคลายความเครียดหรือเหงา “โรงเรียนผู้สูงอายุ”    จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ทั้งเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นสังคมที่ผู้สูงอายุจะได้ย้อนเวลากลับไป และมาเจอเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันที่จะได้สัมผัสบรรยากาศความสนุกด้วยกันอีกครั้ง โดยส่วนมากโรงเรียนผู้สูงอายุจะใช้หลักสูตรที่เน้นสอนทักษะชีวิตในยามสูงวัย เช่น การดูแลบุตรหลานในครอบครัว การรักษาสุขภาพ หรือการจัดการอารมณ์ แต่ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับทุกวัย บทเรียนรูปแบบเดิม ๆ จึงอาจไม่เพียงพอ

 

ผู้สูงอายุต้องก้าวทันยุคดิจิทัล ทำให้เกิด “โรงเรียนผู้สูงอายุแบบผสมผสาน”

          เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีถือเป็นดาบ 2 คม เพราะหากเราใช้อย่างถูกต้องจะก่อให้เกิดประโยชน์และผลงานมากมาย แต่หากไม่รู้วิธีใช้หรือไม่มีความรู้เท่าทันทางดิจิทัล (Digital Literacy) อาจเกิดความไม่คุ้นชิน กังวล หรือกลัวที่จะใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่ม “ผู้สูงอายุ” ซึ่งไม่ใช่กลุ่มคนที่เติบโตมาในยุคดิจิทัล จึงอาจทำให้มีความรู้ ความเข้าใจที่น้อยกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ และถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้เทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสนใจและผลักดันอย่างต่อเนื่อง คณะวิจัยจึงเกิดแนวคิดในการจัดตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุแบบผสมผสาน” เพื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็น เช่น วิธีการติดตั้งและใช้งานแอปพลิเคชัน การต่อยอดเพื่อพัฒนา และการป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่แฝงมากับเทคโนโลยี

 

จากแนวคิด “สูงวัยมีคุณค่า” สู่การวางบทเรียนและกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุ

          คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เล็งเห็นถึงการยกระดับและพัฒนาความรู้ทักษะให้ผู้สูงอายุในชุมชนต่าง ๆ รู้สึก “มีคุณค่า” จากการทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง หลักสูตร “สูงวัยมีค่าด้วยทักษะชีวิตดิจิทัล” ซึ่งคณะวิจัยได้พัฒนาขึ้น จึงมีเนื้อหาที่หลากหลายภายใต้ 4 กลุ่มวิชา คือ ความรอบรู้ทางดิจิทัล การส่งเสริมสุขภาพ การส่งเสริมอาชีพและการเงิน และการมีส่วนร่วมในสังคมและชุมชนอย่างมีคุณค่า รวม 13 บทเรียน นอกจากนี้ยังเรียนรู้ผ่านกิจกรรมสนุก ๆ เช่น การฝึกใช้แอปพลิเคชันในโทรศัพท์  ประชุมออนไลน์ ถ่ายคอนเทนต์ฮิตด้วยแอปฯ ติ๊กต็อก สร้างรูปภาพด้วย AI ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายออนไลน์ ฯลฯ

 

“ผลตอบรับจากผู้เรียน” คือหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ

ทีมวิจัยได้กล่าวถึงความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมโครงการไว้ว่า “คุณลุงคุณป้าตื่นตัวในการถ่ายคลิปและโพสต์ลงบนติ๊กต็อก สร้างคลิปเกี่ยวกับการเรียนการสอนในห้องเรียน บางคนได้ผู้ติดตามบัญชีติ๊กต็อกเพิ่มมากขึ้นจนถึงกว่า 1,000 คน และยังแชร์บัญชีรายรับรายจ่ายลงในกลุ่มไลน์ คุณยายชอบซื้อหวยก็บันทึกค่าหวยลงในบัญชีรายจ่าย” ทางด้านผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการได้แสดงความประทับใจว่า “เราเล่นเพื่อความเพลิดเพลินและมีความสุข มีการโพสต์ในติ๊กต็อกถึงการไปฟ้อนรำอะไรพวกนี้คือจะเป็นช่างฟ้อน เราไปที่ไหน ไปวัดนั้นวัดนี้ เราไปฟ้อนไปรํา แล้วเราก็ให้เพื่อนเขาถ่าย แล้วก็ลงการฟ้อนรําท่าไหนท่าไหน” (แม่เดือน, อายุ 69 ปี) และยังมีความเห็นที่ว่า “สามารถใช้อะไรได้อย่างพวกเอไอ ทํารูปเราเป็นตัวการ์ตูน แม่ชอบส่งไลน์ให้เพื่อน บางทีก็ให้รูปตัวเองใส่ชุดไทยบ้าง ใส่ชุดนักกีฬาบ้าง ส่งให้เพื่อน ๆ” (แม่พร, อายุ 70 ปี) เป็นต้น

 

การพัฒนาโรงเรียนและหลักสูตรจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

มากไปกว่าการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใช้เวลาว่างเกิดประโยชน์ คือความห่วยใยภายในชุมชนและการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การให้พวกเขาได้สนุกสนาน มีความสุข และได้เห็นถึงคุณค่าและศักยภาพของตนเองจากการทำกิจกรรมในห้องเรียนที่จะพัฒนาเป็นทักษะชีวิตในยามชรา โดยความสำเร็จของเป้าหมายดังกล่าว ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มิใช่เพียงผู้ออกแบบหรือเหล่าวิทยากรผู้ให้ความรู้ เพราะการนำหลักสูตรไปปรับใช้และขยายผลสู่ชุมชนต่าง ๆ ในภาคเหนือ เกิดขึ้นได้จากการประสานพลังในท้องถิ่น ภาคบริหาร ประชาชน และผู้คนในชุมชน ทุกคนล้วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและผลักดันโรงเรียนผู้สูงอายุแบบผสมผสาน เพราะผู้สูงอายุล้วนเป็นคนที่เรารัก คนในครอบครัว คนในชุมชน และคนในประเทศของเรา ทักษะที่พวกเขาได้เรียนรู้ผ่านหลักสูตรในครั้งนี้ จะทำให้พวกเขามีความสุขและสนุกกับชีวิตในยุคดิจิทัล และสร้างสิ่งที่ดีงามสู่สังคมต่อไป ดังเช่น ศูนย์การเรียนรู้ผู้สูงอายุตลอดชีพตำบลบ้านดู่ จังหวัดเชียงรายที่สามารถเป็นต้นแบบให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง

 

          ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร “สูงวัยมีค่าด้วยทักษะชีวิตดิจิทัล” ได้ที่โครงการวิจัย “สูงวัยมีคุณค่า: โรงเรียนผู้สูงอายุแบบผสมผสานด้วยทักษะชีวิตดิจิทัล” คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัย นอกจากนี้ทางโครงการได้เปิดหลักสูตรนำร่องอีก 3 จังหวัด ได้แก่ เทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง เทศบาลเมืองเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี และเทศบาลตำบลทุ่งกระบือ จังหวัดตรัง โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ในแต่ละพื้นที่นำร่อง หรือติดต่อโดยตรงมาที่โครงการวิจัย “สูงวัยมีคุณค่า: โรงเรียนผู้สูงอายุแบบผสมผสานด้วยทักษะชีวิตดิจิทัล” คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า