
- การให้สังคมเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ
การตั้งประเด็นคำถามผู้สูงอายุว่าทำอย่างไรจึงจะให้สังคมเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ นับเป็นคำถามที่ค่อนข้างยากคำถามหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นชาวชนบท ทำให้มีผู้สามารถตอบได้ร้อยละ 72 ของทั้งหมด และในจำนวนนี้ร้อยละ 40 ของผู้สูงอายุทั้งหมดตอบว่า ไม่ทราบว่าจะทำได้อย่างไรที่จะให้ผู้อื่นได้เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่มี่สามารถจะบังคับกันได้ ขณะที่ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำได้โดยผู้สูงอายุควรจะต้องประพฤติปฏิบัติตนดังนี้
- ต้องทำตัวให้สมกับการเป็นผู้สูงอายุ คือ มีความประพฤติดีทำตัวให้ผู้อื่นนับถือและทำตัวให้เหมาะสมกับวัย วิธีการทำตัวดีนั้นผู้สูงอายุได้ยกตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุจะต้องเป็นคนพูดจริง ไม่โกหกหลอกลวงใคร
- ทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน สามารถให้คำปรึกษาอบรมสั่งสอนลูกหลานได้ และเป็นเสาหลักของครอบครัว
- ให้ความช่วยเหลือกิจกรรมสาธารณกุศลของชุมชนหมู่บ้านและวัด เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม
- ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีของครอบครัวและชุมชนด้านศาสนา โดยการถือศีล ฟังธรรมอย่างสม่ำเสมอ
- ทำตัวเป็นคนดีโดยมีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นกลาง ให้ความเมตตาลูกหลานอย่างเสมอภาค
- ไม่ทำตัวเป็นคนเกเร คบคนพาล ดื่มสุรายาเมา หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ครอบครัวหรือชุมชน
- ไม่ทำตัวให้เป็นที่รำคาญของบุตรหลาน เพื่อนบ้าน ญาติ ไม่จู้จี้ขี้บ่น ไม่ดุด่าว่าร้ายแก่ผู้ใด พูดในสิ่งที่ควรพูด
จากแนวคิดที่ผู้สูงอายุได้เสนอเป็นเกณฑ์ของการมีคุณค่าและคุณสมบัติของการเป็นผู้สูงอายุว่าควรจะมีแบบแผนพฤติกรรมที่ต้องเริ่มต้นจากตัวผู้สูงอายุก่อน เพราะถ้าผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ได้ประกอบคุณความดี ประพฤติชอบทั้งกาย วาจา ใจ ก็จะเป็นคุณสมบัติที่ดีของผู้สูงอายุเป็นเบื้องต้นก่อน แนวทางที่ผู้สูงอายุได้เสนอไว้นี้จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการรับรู้ว่าการเป็นผู้สูงอายุที่ดี ให้เป็นที่ยอมรับควรเป็นอย่างไรและในฐานะที่ผู้ตอบเป็นผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ได้เห็นผู้สูงอายุมาก่อน ย่อมสามารถแสดงความคิดเห็นได้ชัดเจนในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามหาดคำถามนี้สอบถามบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุ ก็อาจได้แบบแผนและคำตอบอีกทิศทางหนึ่งได้ ดังนั้นจึงเป็นข้อจำกัดประการหนึ่งของการวิจัยที่ต้องการภาพสะท้อนจากตัวผู้สูงอายุเองที่น่าจะได้ข้อมูลที่เกิดจากประสบการณ์จริงของผู้สูงอายุที่ได้ศึกษาในครั้งนี้
ในอีกทัศนะหนึ่งของคำตอบที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ คือ ความต้องการหรือความคาดหวังจากสังคมที่จะตอบคำถามว่า “ทำอย่างไรจะทำให้สังคมเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ” ในการถามดังกล่าวนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้แสดงความคิดเห็นว่าสังคมควรจะมีบทบาทต่อผู้สูงอายุอย่างไร จึงจะทำให้ผู้สูงอายุได้รับการยอมรับและเป็นกลุ่มประชากรที่ยังคงมีศักดิ์ศรีมีเกียรติยศและมีคุณค่าต่อครอบครัว ชุมชน และสังคม
ผลจากการสัมภาษณ์พบว่า หากพิจารณาจากการให้สังคมเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุนั้น ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจว่าจะมีแนวทางอย่างไรจึงจะทำให้สังคมเห็นความสำคัญได้ นอกจากตัวผู้สูงอายุเองที่จะต้องทำตัวให้เหมาะสม เป็นตัวอย่างที่ดีให้ครอบครัว ชุมชน และสังคม เล็งเห็นคุณค่าเสียก่อนจึงจะสร้างความเชื่อถือ และเห็นความสำคัญของการเป็นผู้สูงอายุ โดยพื้นฐานผู้สูงอายุจะต้องรู้ตนเองว่าการเป็นผู้สูงอายุควรจะต้องทำอย่างไรจึงจะปรากฏภาพลักษณ์ที่ดีผู้สูงอายุรายนึ่งได้กล่าวถึงโคลงซึ่งได้ท่องจำไว้ซึ่งจะสะท้อน “ความจริง” ของสังขาร โดยกล่าวว่า
หลงกายลืมแก่ หลงแลว่าคน รูปตนคือผี อวดอีอย่างไร
ภายในเหม็นนัก หลงรักจูบกอด ตาบอดใจบ้า เป็นข้าความรัก
เหนื่อยนักไม่รู้ เพราะครูไม่บอก เชื่อหลอกหมู่มาร สังขารเขาลวง
เอาห่วงผูกคอ ใครหนอทำให้ จิตในใจบ้า เป็นข้าความรัก
ผู้สูงอายุบางคนยังเชื่อว่า การมองเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุเป็นนามธรรมจะมีความสำคัญหรือไม่อยู่ที่การพิจารณาของแต่ละบุคคล ถ้าผู้อื่นไม่เห็นความสำคัญ ผู้สูงอายุก็ไม่มีความหมาย โดยความจริงขอให้อย่ารังเกียจผู้สูงอายุเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอ ไม่จำเป็นจะต้องเห็นความสำคัญ การให้สังคมเห็นความสำคัญเป็นเรื่องที่บังคับไม่ได้ ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็อาจให้ความเคารพนับถือ ปัจจุบันนี้ผู้สูงอายุหวังเพียงให้ลูกหลานได้เห็นความสำคัญเท่านั้น ส่วนสังคมหรือชุมชนเป็นเรื่องของคนนอกไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าใด ดังนั้นผู้ที่มีปัญหามากที่สุดมีอยู่ 2 กลุ่มคือ
- ผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานเลี้ยงดู
- ผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาสังคม ชุมชน เพราะลำพังจะช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ก็ยังโชคดีที่มีลูกหลานช่วยเหลือด้านการรักษา
ผู้สูงอายุที่เป็นตัวอย่างครั้งนี้ ได้กล่าวถึงบทบาทของชุมชนที่ให้ความสนใจต่อผู้สูงอายุที่เห็นเป็นรูปธรรม คือ การจัดงานรดน้ำดำหัวเป็นประจำในวันสงกรานต์ เพื่อให้ลูกหลานและคนหนุ่มสาวได้เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุยังมีผู้ให้ความสนใจอยู่ แม้ว่าจะเป็นพิธีที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นาน แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่ดี ทำให้ผู้สูงอายุมีความหมายมากขึ้น ลูกหลานที่อยู่ห่างไกลเมื่อกลับมาช่วงสงกรานต์ได้เข้าร่วมพิธีรดน้ำ ผู้สูงอายุเองก็ได้พบปะกันนอกเหนือจากที่เคยพบเป็นประจำที่วัดหรือที่อื่นๆ การรดน้ำดำหัว แม้จะไม่ใช่ประเพณีของพื้นบ้านภาคกลางแต่ก็เป็นสิ่งที่ดี
กิจกรรมทางสังคม ตลอดทั้งการกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุต้องเกิดจากลูกหลาน ผู้สูงอายุเองไม่มีอำนาจหรือมีความสามารถดำเนินการได้เอง ต้องขึ้นอยู่กับคนอื่นๆ ที่เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ ดังนั้น ผู้สูงอายุต้องทำความดี ไม่บ่นว่าลูกหลาน อยู่ในศีลในธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนทั่วไป ต่อไปเขาจะเห็นความสำคัญเอง ตัวอย่างเช่น เวลามีงานบุญในสังคมชนบทจะให้เกียรติผู้สูงอายุมากกว่าในเมือง ผู้สูงอายุบางคนได้รับเชิญให้ไปร่วมงานเพื่อเป็นเกียรติและเพื่อเป็นมงคลต่อเจ้าของงานก็นับว่าเป็นหน้าที่ที่สังคมให้ความสำคัญอยู่ แต่ผู้สูงอายุบางคนยังเชื่อว่าการที่ผู้สูงอายุมาร่วมกิจกรรม เช่น การประดิษฐ์ดอกไม้ ทำให้มีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง ผู้สูงอายุที่เป็นตัวอย่างหลายคน อยากให้มีการรวมตัวกันขึ้นเช่นนี้ เพราะจะทำให้ผู้สูงอายุมีความสำคัญและมีความหมายมากขึ้น ส่วนราชการควรทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นแนะนำชุมชนและลูกหลานให้เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุได้แสดงความคิดเห็นว่าผู้สูงอายุควรจะช่วยสังคมบ้างถ้ากำลังกายช่วยไม่ไหวก็ช่วยด้านกำลังทรัพย์ ถ้าไม่ช่วยเหลือสังคม สังคมก็จะไม่เห็นความสำคัญเช่นกัน
สำหรับคำถามส่วนที่สอง ได้สอบถามผู้สูงอายุว่า “ถ้าหากไม่ได้รับความสนใจจากสังคมแล้ว จะมีความรู้สึกอย่างไร” คำถามนี้เป็นคำถามต่อเนื่องจากส่วนแรก พบว่าผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดตอบว่าจะรู้สึกเสียใจ น้อยใจ น่าเวทนา น่าสงสาร หากไม่ได้รับความสนใจจากสังคม สำหรับเหตุผลหลักที่ผู้สูงอายุได้ตอบเช่นนี้ ก็เพราะผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ได้ทำความดีงามมาตลอด แต่พอมีอายุมากขึ้นทำงานเป็นผู้ผลิตอีกต่อไปไม่ได้ กลับถูกสังคมทอดทิ้งจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกหลาน เพราะในอดีตเคยดูแลพ่อแม่ของตนเป็นอย่างดี ลูกหลานก็ควรต้องตอบแทน และให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุจำนวนมากต่างเชื่อว่าลูกหลานตลอดจนชุมชนและสังคมก็ยังให้ความสำคัญ และความสนใจระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับทอดทิ้ง แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงๆ ก็จะเป็นเรื่องเศร้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหลานที่ไม่สนใจพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เลี้ยงลูกได้หลายคน แต่ลูกไม่เลี้ยงพ่อแม่ พ่อแม่หรือผู้สูงอายุก็คือ ผู้มีพระคุณเปรียบเหมือนพระอรหันต์เลี้ยงดูมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอย พอเติบโตเป็นผู้ใหญ่กลับทอดทิ้งพ่อแม่ ไม่สนใจพ่อแม่จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
เนื่องจาก ผู้สูงอายุส่วนมากหรือแทบทั้งหมดยังไม่มีผู้ใดที่ได้รับผลกระทบมากจากความเป็นจริง การถามคำถามนี้ซึ่งเป็นการสมมุติ ดังนั้นสิ่งที่ผู้สูงอายุตอบจึงค่อนข้างจะเน้นว่ามีความรู้สึกตกใจ เสียใจ และเศร้าใจ ถ้าผู้ที่ไม่ให้ความสนใจคือลูกหลานของตน แต่เมื่อเน้นที่สังคมจะมีความรู้สึกเฉยๆ ถ้าสังคมไม่ให้ความสนใจ เพียงลูกหลานให้ความเคารพนับถือก็เพียงพอแล้ว คนอื่นๆ จะรู้สึกอย่างไรก็ไม่เป็นไรเพราะอีกไม่นานก็ต้องตายไม่ได้มารู้มาเห็น ลูกหลานถ้าเขานับถือก็ดีกับตัวเขาเอง ผู้สูงอายุบางคนมีความคิดว่าการที่ผู้สูงอายุไม่ได้รับความสนใจอาจะเป็นเพราะพฤติกรรมหรือการทำตัวของผู้สูงอายุเอง ที่เป็นเหตุให้ลูกหลานหรือสังคมไม่ยอมรับ
กล่าวโดยสรุป ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าลูกหลานของตนเองจะยังสนใจและดูแลตนเองอยู่ มีเพียงบางคนที่ตอบว่าไม่สนใจว่าคนทั่วไปจะทำอย่างไร คิดอย่างไรอภัยให้ทุกอย่างบ้างก็ว่าเฉยๆ ใครจะทำอะไรก็จะไม่โต้ตอบ แต่ผู้สูงอายุยังมีความหวังกับลูกหลานของตนเอง ขอเพียงให้ลูกหลานนับถือก็พอใจแล้วคนอื่นจะสนใจหรือไม่ ไม่รู้สึกอะไร และเชื่อว่าคงมีน้อยที่ลูกหลานจะไม่สนใจ สำหรับคนอื่นแล้วผู้สูงอายุเปรียบเทียบว่าคนเราไม่เหมือนกัน นิ้วมือยังไม่เท่ากัน จะให้เขาสนใจคนแก่เหมือนกันทุกคนเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเป็นลูกหลานจะเสียใจมากกว่าเพราะพ่อแม่เลี้ยงลูกได้แต่ลูกเลี้ยงพ่อแม่ไม่ได้ บางคนอธิบายเพิ่มเติมว่าจะรู้สึกเสียใจถ้าลูกไม่ดูแลก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป พ่อแม่เปรียบเทียบเหมือนพระอรหันต์จะเสียใจมาก หากลูกหลานไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้
ต่อปัญหานี้ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่คิดว่าคงจะไม่อาจไปบังคับใครให้มาสนใจหรือให้ความสำคัญต่อผู้สูงอายุได้โดยตรง ผู้สูงอายุคิดว่าการทำตัวดีของผู้สูงอายุเอง เช่น พูดดี ทำดี คิดดี อยู่ในศีลธรรม ทำตัวเหมาะสมกับวัย อบรมสั่งสอนลูกหลานตนเองให้ดี รู้จักคิด รู้จักทำ ก็อาจทำให้ลูกหลานหรือคนในชุมชนให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่าการที่ทางราชการจัดให้มีงานสงกรานต์ การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สังคม ชุมชน และครอบครัวให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ อาจมีวิธีอื่นๆ หรือไม่ที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสำคัญ โดยผู้สูงอายุเสนอความคิดเห็นต่างๆ กัน เช่น การจัดตั้งให้มีชมรมผู้สูงอายุในทุกหมู่บ้าน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้สูงอายุช่วยสร้างประโยชน์ให้กับหมู่บ้านมากขึ้น ตัวผู้สูงอายุก็จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น อีกวิธีหนึ่งรัฐควรให้การสงเคราะห์ผู้สูงอายุมากขึ้น ผู้สูงอายุก็จะได้รับการดูแลและการสนใจเพิ่มมากขึ้นกล่าวคือ ราชการจะเป็นหน่วยงานที่กระตุ้นและแนะนำให้ชุมชนเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรทัศน์ก็ควรมีรายการที่แสดงให้เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ เพราะเป็นสื่อที่กว้างขวางกว่าสื่อประเภทอื่น ผู้สูงอายุรายหนึ่งถึงกับบอกว่า “ต้องออกประกาศทางโทรทัศน์ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุจะทำให้สังคมรับรู้บ้าง”
