
- ช่องว่างระหว่างวัย
การนำเสนอหัวข้อนี้ ต้องการจะอธิบายปัญหาการสื่อสารระหว่างผู้สูงอายุกับลูกหลาน ว่าสามารถเข้าใจกันได้ดีเพียงใด มีปัญหาระหว่างวัยหรือไม่ ผลในทางอ้อมก็เพื่อจะทราบถึงความสัมพันธ์ทางสังคมว่ามีช่องว่าเพียงใด ทั้งนี้ก็เพราะผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ผ่านโลก และมีประสบการณ์ชีวิตมาเป็นเวลานาน ย่อมสั่งสมความรู้ ความสามารถ และได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาโดยตลอด ส่วนคนรุ่นใหม่ได้แก่ลูกหลาน ถือว่าเป็นผู้ที่เกิดมาในยุคข้อมูลข่าวสาร มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ ความทันสมัย และมีความก้าวหน้ามาโดยตลอด การตั้งคำถามในประเด็นนี้ยังต้องการทราบว่า ผู้สูงอายุประเมินสถานการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับคนรุ่นใหม่อย่างไร อะไรคืออุปสรรคปัญหาที่กั้นแบ่งระหว่างผู้ที่มีอายุมาก (หัวโบราณ) กับคนอายุน้อย (หัวสมัยใหม่) นอกจากนี้ยังต้องการจะทราบถึงการปฏิบัติตนของลูกหลานต่อสถานภาพและบทบาทของผู้สูงอายุ ซึ่งเปรียบเสมือนปูชนียบุคคล ร่มโพธิ์ร่มไทร และเป็นเสาหลักของครอบครัวมาโดยตลอด
ด้วย ผู้วิจัยต้องการจะประมวลข้อเท็จจริงจากทัศนะของผู้สูงอายุว่าในฐานะที่เป็นผู้สูงอายุ จะมีความสามารถตามทันโลกตามทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะสามารถแลกเปลี่ยนความคิดความอ่านระหว่างตนกับลูกหลานซึ่งถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ทันสมัยได้เพียงใด ผลจากการศึกษายังจะช่วยให้ทราบว่า “ภาษา” ที่ใช้ระหว่างผู้สูงอายุกับคนรุ่นใหม่เป็นอย่างไร มีความสามารถสื่อสารและเข้าใจได้ดีเพียงใด โดยมีข้อสมมุติฐานว่าโลกทัศน์ของคนทั้งสองกลุ่มอายุนี้น่าจะเป็นตัวชี้วัดถึงความล้าสมัย ร่วมสมัย หรือทันสมัย
ผู้วิจัยได้ตั้งคำถามกว้างๆ คือ การพูดจาสื่อสารระหว่างผู้สูงอายุกับลูกหลานมีปัญหาหรือไม่ ทั้งในแง่ของภาษาและเนื้อหา ผลจากการศึกษาทำให้ทราบว่า ส่วนใหญ่พูดคุยรู้เรื่องกันดี มีเพียงส่วนน้อยเป็นบางครั้งที่พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง ประเด็นที่ผู้สูงอายุได้อธิบาย และแสดงเหตุผลที่สามารถพูดคุยกันได้ดี ก็คือ แม้จะมีอายุแตกต่างกัน แต่ก็ไม่มีปัญหา พูดเหมือนคนรุ่นเดียวกัน นอกจากจะมีบ้างที่คนรุ่นใหม่เอาสำนวนภาษามาจากโทรทัศน์ เป็นคำเฉพาะบ้าง หรือเป็นคำใหม่ๆ บ้าง เช่น วัยจ๊าบ ทีแรกผู้สูงอายุไม่เข้าใจ แต่ต่อมาก็เข้าใจความหมายซึ่งก็ต้องยอมรับ เพราะคนยุคใหม่มีสำนวนและภาษาใหม่ๆ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ส่วนการพูดกันอย่างรู้เรื่อง ก็คือ การสนทนา การอบรม ซึ่งส่วนมากลูกๆ ก็จะฟัง ไม่โต้เถียง การพูดจากันหากเป็นการพูดไม่รู้เรื่องจะไม่ใช่หลักภาษา หรือสำนวน แต่จะเป็นเพราะมีความคิดเห็นที่อาจไม่ตรงกัน จึงไม่ใช่ประเด็นที่พูดกันสื่อสารกันไม่ได้
โดยความเป็นจริงอาจกล่าวได้ว่าการสื่อสารนั้นไม่มีปัญหาและยังคงเข้าใจซึ่งกันและกัน แม้จะเป็นผู้ที่มีวัยแตกต่างกัน ผู้สูงอายุหลายคนเชื่อว่าตนกับบุตรหลานไม่ใช่เกิดมาต่างยุคต่างสมัยกันอย่างเด็ดขาด มีเพียงเรื่องเดียวคือ การใช้สำนวนและภาษาแปลกๆ แต่พอเข้าใจความหมายก็จะต้องเรียนรู้ เพราะชาวบ้านไม่ค่อยพูดกัน
ผู้สูงอายุบางคนได้แสดงความคิดเห็นว่าคนรุ่นใหม่เป็นคนที่ได้เรียนหนังสือ ความรู้ที่ได้จากโรงเรียนทำให้คนรุ่นใหม่ หยิ่งผยอง คิดว่าเป็นคนรู้หนังสือ เวลาสั่งสอนหรือพูดคุยมักจะอ้างว่าผู้สูงอายุเป็นคนรุ่นเก่าล้าสมัย ไม่ทันโลก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเด็กๆ รุ่นใหม่มักจะเชื่อครู เชื่อตำรา จึงอาจมีบ้างที่เป็นปัญหาเฉพาะบางคนใจประเด็นบางเรื่อง
การที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยืนยันว่า สามารถสื่อสารและพูดคุยกันดีกับคนรุ่นใหม่นั้น สามารถตั้งข้อสังเกตและสรุปได้ดังนี้
- เป็นสังคมชนบท สมาชิกในครอบครัวมีความสนิทสนมกัน ไม่มีความแตกต่างด้านอาชีพการงาน
- มีการอบรมสั่งสอนแบบโบราณ ลูกหลานยังให้ความเคารพยำเกรงและเชื่อฟัง หาดมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ลูกหลานจะเป็นฝ่ายเงียบหรือนิ่งเฉย แต่ถ้ามีปัญหาก็ยังมาขอคำปรึกษา
- ประเด็นการสนทนาจะอยู่ในกรอบที่สามารถเข้าใจกันได้ดี เช่น เรื่องการทำมาหากิน การดำรงชีวิต และความเป็นอยู่ในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น
- แม้จะมีการใช้ภาษาใหม่ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้ภาษาสื่อสารเหมือนเดิม
- แนวคิดของคนรุ่นใหม่ไม่แตกต่างไปจากผู้สูงอายุมากนัก เพียงแต่กริยาท่าทาง และการนำเอาภาษาที่รับฟังมาจากโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์มาใช้ ผู้สูงอายุจึงต้องปรับเพื่อให้เข้าใจสิ่งใหม่ๆ ตามคนรุ่นใหม่ตลอดเวลา
สำหรับประเด็นที่ผู้สูงอายุตอบว่า พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องนั้น มีเหตุผลที่สามารถสรุปได้ดังนี้
- ลูกหลานบางคนมีความเชื่อมั่นในตัวเองเพราะได้รับการศึกษาสูงกว่า ไม่ค่อยเชื่อฟังคำแนะนำสั่งสอนจากผู้สูงอายุ
- เป็นลักษณะอุปนิสัยส่วนตัวของลูกหลานที่ดื้อและไม่เชื่อฟังเอง ไม่ใช่เพราะภาษาหรือสังคมที่เปลี่ยนไป
- ลูกหลานมักคิดว่าผู้สูงอายุเป็นคนโบราณ มีความคิดไม่ทันสมัย ต่างยุคต่างสมัย จึงทำให้มีปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างกัน
- ความคิดเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของการดำเนินชีวิตในบางเรื่อง เช่น การทำงาน การใช้เวลา
- ลูกหลานมักจะอ้างว่ารู้ดีกว่าผู้สูงอายุ เพราะทำงานนอกบ้าน มีการศึกษาสูงกว่าและเป็นคนยุคที่สมัยใหม่กว่า
- การใช้ภาษาที่คนรุ่นใหม่ที่ได้รับจากสื่อ โดยเฉพาะคำศัพท์สำนวนที่ใช้อยู่ในสังคมของลูกหลานยุคใหม่ ทำให้ผู้สูงอายุไม่เข้าใจและอาจเป็นช่องว่างระหว่างกันได้
