
บทส่งท้าย
การวิจัยเรื่อง “ไม้ใกล้ฝั่ง : สถานภาพและบทบาทผู้สูงอายุไทย” ที่ได้นำเสนอ เรื่องนี้ได้สะท้อนภาพชีวิตที่เป็นจริงของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทภาคกลาง เนื้อหาสาระสำคัญของการวิจัยเรื่องนี้ต้องการที่จะทราบสถานการณ์ของผู้สูงอายุไทยเป็นอย่างไร ในประเด็นด้านสถานภาพและบทบาทในสังคมเพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนในแนวลึก ผู้วิจัยได้ออกแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์ประชากรตัวอย่างจำนวน 88 คน ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี สระบุรี และสิงห์บุรี การสัมภาษณ์ผู้สูงอายุแต่ละรายจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับทักษะและความพร้อมของผู้ให้สัมภาษณ์ ทั้งนี้เพราะการสัมภาษณ์ในเชิงลึกจะต้องให้ผู้สัมภาษณ์ได้เข้าใจประเด็นคำถามและต้องได้เนื้อหาคำตอบอย่างครบถ้วน ด้วยความจำเป็นดังกล่าว การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่คณะผู้วิจัยจึงต้องลงมือเป็นผู้สัมภาษณ์เองทั้งหมด โดยมีนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกมาร่วมเป็นพนักงานสัมภาษณ์ด้วยจำนวนหนึ่ง
การสัมภาษณ์ในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเพราะผู้สูงอายุทุกคนต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการให้สัมภาษณ์ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในแต่ละราย ทั้งนี้เพราะประเด็นคำถามส่วนใหญ่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้สูงอายุเอง นอกจากนี้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังได้แสดงความสามารถในการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยทุกประการ
ผลการศึกษาสามารถสรุปให้เห็นประเด็นสำคัญๆ ตามกรอบแนวคิดทางทฤษฎีที่ได้นำมาเสนอแล้ว ดังต่อไปนี้
- การกำหนดการเป็นผู้สูงอายุ คนแก่ และคนชรา
ผู้สูงอายุ (Aging) ในความหมายนี้ คือ การมีอายุเพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนแก่ (Old age) หรือคนชรา (Elderly) ผู้สูงอายุที่เป็นตัวอย่างได้แสดงความคิดเห็นว่า “การเป็นผู้สูงอายุ” ในความหมายของคนไทยชนบทยอมรับว่าตนเองเป็นผู้สูงอายุ สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้สูงอายุมิได้คิดจากจำนวน “ปี” ของการมีอายุ แต่สิ่งที่กำหนดการเป็นผู้สูงอายุ คือ ความรู้สึกต่อสภาวะสุขภาพ ดังนั้นผู้สูงอายุที่ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้สูงอายุ เพราะมีสุขภาพไม่ดี มีความเจ็บป่วยเกิดขึ้น เช่น ปวดเมื่อย ปวดหลัง เหนื่อย ไม่มีแรง การแสดงทัศนะของการเป็นผู้สูงอายุเช่นนี้ จึงเป็นการมองการเปลี่ยนแปลงของภาวะความแข็งแรงของร่างกายที่แตกต่างไปจากวัยหนุ่มสาว นอกจากนี้ผู้สูงอายุบางคนยังให้เหตุผลว่าการเป็นผู้สูงอายุก็เพราะมีโรคประจำตัว จากแนวคิดนี้ค่อนข้างแตกต่างกับผู้สูงอายุอีกกลุ่มหนึ่งที่แยกภาวะร่างกายออกไปจากภาวะจิตใจ โดยผู้สูงอายุกลุ่มนี้ไม่คิดว่าร่างกายจะเป็นตัวกำหนดการเป็นผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว การเป็นผู้สูงอายุ คนแก่ หรือคนชราเป็นการกำหนดทางสังคมและวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นมาที่จะบอกว่าอายุเท่าใดเป็นผู้สูงอายุ อาจ 50 ปี 60 ปี หรือ 65 ปีก็ได้ ดังนั้นจึงมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้สูงอายุ เพราะยังสามารถทำงานได้เป็นปกติเหมือนเดิม
สำหรับการให้ความหมายทางคำว่า “ผู้สูงอายุ” “คนแก่” และ “คนชรา” นั้น ผู้ที่เป็นตัวอย่างในการศึกษานี้ต้องการให้ใช้คำว่า “ผู้สูงอายุ” (Aging) มากกว่าคำอื่นๆ เพราะเป็นคำสุภาพ ไม่เป็นการตีตรา เพราะคำว่าคนแก่หรือคนชรา จะมีความหมายบ่งบอกในทางลบ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าความชรา ไม่เหมือนกับการเป็นโรค หรือความเจ็บป่วย เพราะโรคสามารถรักษาให้หายได้ แต่ความชรานั้น ไม่อาจจะรักษาให้หายได้ เป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติและเป็นสิ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้
- การเปลี่ยนแปลงด้านสถานภาพและบทบาท
ผู้สูงอายุต่างยอมรับว่าเมื่อมีอายุมากขึ้นบทบาทหน้าที่การงานได้เปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับลักษณะการประกอบอาชีพเดิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ก็จะเปลี่ยนแปลงหน้าที่จากการทำนามาเป็นทำสวน ส่วนผู้ที่ยังคงแข็งแรงมีสุขภาพดี ก็จะยังคงทำงานเดิมได้ต่อไป ลักษณะหน้าที่การงานที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ส่วนใหญ่จะลดจากภาระงานหนักมาเป็นงานเบา การเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงานดังกล่าวขึ้นอยู่กับสุขภาพ และความต้องการของลูกหลานที่ต้องการให้พักผ่อน ไม่ต้องทำงานอีกต่อไป แต่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่กลับเชื่อว่าการได้ทำงานเป็นเรื่องที่ดีจึงต้องการช่วยเหลือบุตรหลานด้วยความเต็มใจ เช่น ช่วยงานบ้าน ปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงหลาน เป็นต้น
สำหรับความรู้สึกต่อภาระหน้าที่การงานที่เปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากการเป็นผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกที่ไม่ดี เพราะจิตใจยังคงอยากมีหน้าที่บทบาทเช่นเดิม แต่เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพที่ต่างยอมรับว่าร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรงเหมือนเดิมจึงต้องทำงานเบาๆ ทั้งๆ ที่จิตใจยังอยากทำเหมือนเดิม นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงสถานภาพและบทบาทจากวัยหนุ่มสาวมาเป็นผู้สูงอายุนั้นมีผลกระทบต่อจิตใจมาก เช่น เบื่อ รำคาญใจที่ทำงานไม่ได้ อึดอัดใจ หงุดหงิด ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ รู้สึกเสียใจและเสียดายที่ไม่มีโอกาสหาเงิน ต้องเป็นภาระให้ลูกหลานเลี้ยงดู
- ความภาคภูมิใจในสถานภาพและบทบาทการเป็นผู้สูงอายุในปัจจุบัน
แม้ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะลดหน้าที่และบทบาทลงไปเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต แต่ผู้สูงอายุก็ยังคงมีความภูมิใจในบทบาทหน้าที่ที่เป็นผู้สูงอายุ เพราะเชื่อว่าตนเองยังมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่า โดยการที่มีลูกหลานดี คอยให้ความช่วยเหลือ และให้ความเคารพนับถือลูกหลานไม่ทอดทิ้ง การที่ได้ทำความดีไว้มาก ทำให้ลูกหลานเห็นคุณค่าอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานหาเงินแต่ก็เป็นผู้ที่ยังทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัวได้ การเป็นผู้สูงอายุจึงเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่มามาก แม้จะเป็นผู้สูงอายุแล้วก็ยิ่งได้รับการยกย่อง ให้เกียรติ เพราะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ได้พบเห็นอะไรมามาก และนำประสบการณ์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือลูกหลาน
แม้ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีความภาคภูมิใจในหน้าที่และบทบาทที่เป็นผู้สูงอายุ แต่ก็ยอมรับว่าการเป็นผู้สูงอายุนั้นเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต เพราะร่างกายมีความอ่อนแอ จึงมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยได้ง่ายๆ นอกจากนี้การที่ไม่สามารถทำงานได้เหมือนคนวัยหนุ่มสาว ทำให้ต้องมีสภาพเป็นผู้พึ่งพิงผู้อื่น ทั้งเงินทองและข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้เป็นภาระแก่ลูกหลานเพราะพวกเขาเหล่านั้นก็ต้องช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัว การที่ต้องดูแลผู้สูงอายุย่อมทำให้เกิดความเดือดร้อนไปด้วย
- ความรู้สึกต่อสถานภาพและบทบาทของการเป็นผู้สูงอายุในปัจจุบัน
ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถแบ่งออกเป็น 4 แนวทางคือ (1) ความรู้สึกต่อสถานภาพและบทบาท (2) ความรู้สึกด้านสุขภาพ (3) ความรู้สึกด้านจิตใจ (4) ความรู้สึกต่อบทบาททางสังคม
ในความรู้สึกเริ่มแรกผู้สูงอายุแสดงความคิดเห็นทั้งพอใจ และไม่พอใจที่เป็นผู้สูงอายุ เหตุผลที่ตอบว่าพอใจก็เพราะการเป็นผู้สูงอายุเป็นสถานภาพทางสังคมที่ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องสำคัญๆ อีกต่อไป เพราะในอดีตได้ทำมามากแล้ว เป็นเวลาที่สมควรต้องพักผ่อน ลูกหลานได้ให้ความช่วยเหลือดูแลเป็นอย่างดี จำนวนผู้สูงอายุที่ตอบว่า “พอใจ” นั้นมีมากกว่ากลุ่มที่ “ไม่พอใจ” เหตุผลของกลุ่มไม่พอใจ คือ การที่ไม่ได้ทำงาน ขาดรายได้ ทำให้ต้องพึ่งพิงลูกหลาน และจะยิ่งลำบากมากขึ้นถ้ามีอายุสูงขึ้นมากกว่านี้
สำหรับความรู้สึกด้านสุขภาพ และความรู้สึกด้านจิตใจนั้น ผู้สูงอายุแทบทั้งหมดตอบว่า “สุขภาพ” ของผู้สูงอายุนั้นมีความสำคัญ สุขภาพไม่ดีจะไม่สามารถทำงานได้ ผู้สูงอายุบางคนอายุมากแต่สุขภาพดี แข็งแรง ก็ทำงานได้เหมือนคนหนุ่มสาว ขณะที่ผู้สูงอายุบางคนที่มีอายุไม่ถึง 60 ปี ก็มีสภาพเป็น “คนแก่” ได้เหมือนกันถ้าเป็นคนมีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุส่วนมากยอมรับว่ามีความรู้สึกที่ไม่ดีทางด้านจิตใจ เพราะทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ หงุดหงิด รำคาญที่เป็นผู้สูงอายุ สำหรับความรู้สึกต่อบทบาททางสังคมนั้น ผู้สูงอายุต่างเชื่อมั่นว่าการเป็นผู้สูงอายุไม่ได้ลดบทบาททางสังคมลงไป แม้ว่าจะมีร่างกายที่เสื่อมโทรมลงไปก็ตาม ครอบครัว ญาติพี่น้อง ชุมชน และสังคมยังคงให้การยอมรับ การที่ผู้สูงอายุมีทัศนคติในทางบวกนี้ ทำให้มีความเชื่อมั่นในตนเองและเสริมสร้างพลังใจต่อสู้ชีวิตของการเป็นผู้สูงอายุต่อไป
- การปรับตัวและการเผชิญการเปลี่ยนแปลงสู่วัยสูงอายุ
โดยความเป็นจริงแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นผู้สูงอายุได้ ผู้สูงอายุพยายามปรับตัว ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น พยายามทำงาน และปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์แก่ครอบครัวให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่า “การเป็นผู้สูงอายุ” ย่อมเป็นปัญหาแก่คนอื่นๆ ไม่มากก็น้อย ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือการช่วยตัวเอง ทำงานต่างๆ เท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้ยังหันหน้าเข้าวัด ฟังธรรมะ รักษาศีล ทำบุญ และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทั้งด้านศาสนา และสังคม
สำหรับการปรับตัวทางด้านจิตใจนั้น ผู้สูงอายุยึดหลักของการรับความเป็นจริง โดยการ “ทำใจ” ไม่ให้เกิดความโกรธ โลภ และหลง ไม่คิดฟุ้งซ่าน พอใจในความเป็นอยู่ในปัจจุบัน พยายามแสวงหาความสงบสุข โดยไม่ยุ่งเกี่ยวข้องกับผู้ใด ไม่บ่น จู้จี้ ไม่นินทาว่าร้ายผู้อื่น ผู้สูงอายุเชื่อว่า ถ้ามีจิตใจที่เข็มแข็งก็จะมีชีวิตที่ดี และต้องยอมรับว่าเกิด แก่ เจ็บและตาย เป็นเรื่องปกติ ถ้าคิดเช่นนี้ได้ก็จะทำให้สามารถปรับตัวได้
