
เมื่อผู้เขียนเริ่มฝึกสมาธิด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกคู่กับคำภาวนา พุทโธ หายใจเข้า พุท หายใจออกโธ กระทำอยู่อย่างนี้จนไม่รู้สึกถึงความไม่เข้ากันของลมหายใจและคำภาวนา ความฝืนที่จะจับคำภาวนาไปกับลมหายใจหมดไปตอนไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าลมหานใจและคำภาวนามันกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียว
แล้วร่างกายเริ่มโยกโคลง ไปข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง ตัวเหมือนบิดเบี้ยวทำท่าจะลอยขึ้น ลอยขึ้น ขนลุกเยือกๆ พร้อมกับมีอาการซาบซ่านแผ่ซ่านไปทั้งตัว น้ำหูน้ำตาไม่รู้มาจากไหน โลกทั้งใบเหมือนจะถล่มทลายลงตรงหน้า ตัวโยกแรงจนศีรษะแทบโขกพื้นแรงขึ้นๆ พร้อมอาการทั่งหลายจู่โจมมาพร้อมกัน ช่างน่าอัศจรรย์เสียจริง นี่หรือคืออาการของปิติที่ท่านกล่าวไว้ในหนังสือ กรรมฐาน 40 ของหลวงพ่อฤาษีแห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
ปิติ ความอิ่มใจ ความปลาบปลื้มใจ หรือความยินดีอย่างซาบซ่านแผ่ไปทั้งกาย
ปิติ 5 อาการที่เกิดจากการทำสมาธิหรือสมถกรรมฐาน
- ขณิกาปิติ ความอิ่มใจชั่วขณะเมื่อเกิดขึ้นทำให้รู้สึก เสียวแปลบๆ เป็นขณะๆ เหมือนฟ้าแลบ
- ขุททกาปิติ ปิติเล็กน้อย ความอิ่มใจอย่างน้อย เมื่อเกิดขึ้นให้ขนชัน น้ำตาไหล
- โอกันติกาปิติ ปิติเป็นระลอกรู้สึกซู่ ลงมาลงมา ดุจคลื่นซัดฝั่ง
- อุพเพ็งคาปิติ ปิติโลดลอย ให้ใจฟู ตัวเบา หรืออุทานออกมา
- ผรณาปิติ ปิติซาบซ่าน เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ เป็นของประกอบกับสมาธิ
เมื่อเราทำสมาธิด้วยการตามกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก จะมีคำภาวนาควบคู่กับการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกหรือไม่ก็ได้ ตามความสะดวกใจ และจะใช้คำภาวนาใดๆ กำกับคู่กับลมหายใจเข้าออกว่าอย่างไรก็ได้ เช่น พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ พองหนอ นะมะพะธะ ก็ได้ผลไม่ต่างกัน
เช่น หากกำหนดคำภาวนา พุทโธ ว่า หายใจเข้ารู้ว่าหายใจเข้าพร้อมกับกำหนดว่า พุท หายใจออกรู้ว่าหายใจออกกำหนดว่า โธ ทำอยู่อย่างนี้ทุกลมหายใจเข้าออก จนจิตสงบได้ระดับหนึ่งเกิดมีอาการขนลุก ขนพอง สยองเกล้า ให้รู้ว่า นี่คืออาการของปิติชนิดหนึ่ง หรือ รู้สึกเหมือนตัวโยก ตัวโคลง ตัวลอยโงนเงนไปมา หรือมีอาการซาบซ่านแผ่ไปทั้งกาย หรืออยู่ๆ ก็มีน้ำตาไหลออกมาทั้งที่ไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่อย่างใด เหล่านี้ล้วนคืออาการของปิติทั้งสิ้น
อาการปิติเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับผู้ปฏิบัติสมาธิทุกคน ดังนั้น ไม่ต้องคอยจ้องดูว่าเมื่อไหร่อาการเหล่านี้จะเกิดเสียที หลายคนมีอาการหนึ่งอย่างบ้าง สองอย่างบ้าง บางคนมีอาการครบทุกอย่างที่กล่าวมา
ข้อเสียของการศึกษาเรียนรู้ผลของการปฏิบัติอย่างหนึ่งคือ การหวังว่าเมื่อปฏิบัติแล้วจะต้องมีผลตามอย่างที่ท่านเขียนไว้ ปฏิบัติแล้วจะต้องมีอาการปิติเกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่ง แต่ทำไปก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นสักที หรือทำไมเรายังทำไม่ได้สักที เก่งอย่างเราทำไมทำไม่ได้ หรือเป็นแค่คำหลอกลวงให้เชื่อถือ ว่าไปนั่น
มีความจริงอยู่ว่าเมื่อคนเราเริ่มไปฏิบัติต่างก็หวังจะเห็นผลในการปฏิบัติ ใจร้อน อยากสำเร็จโดยเร็ว แต่ยิ่งอยากได้ อยากเห็นผล ความหวังกลับยิ่งห่างไกลออกไป ทำไมถึงเป็นอย่างนี้น
ท่านกล่าวว่า มีอุปสรรคของการปฏิบัติอยู่ 5 ประการด้วยกัน ท่านเรียกว่า นิวรณ์ 5
นิวรณ์ 5 คืออะไร
นิวรณ์ คือเครื่องขวาง หรือเครื่องกั้นไม่ให้บรรลุความดี 5 ประการที่ทำให้สมาธิและปัญญาไม่เกิดขึ้น ทำให้จิตใจเศร้าหมอง อ่อนกำลัง ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ และวิจิกิจฉา
มันคืออะไร
นิวรณ์คือเครื่องขวางการเข้าถึงธรรมที่จะพึงเกิดขึ้นตามลำดับของสมาธิ มี 5 ประการด้วยกันคือ
- กามฉันทะ คือความอยากคือความพึงพอใจในความราบรื่น ความสุข ความสบายไม่ติดขัด ความติดในความสดวกสบาย ความหลงเพลินในความสุข
- พยาบาท คือกลุ่มอารมณ์ประเภทความโกรธ ความเกลียด ความอาฆาตแค้น ความริษยา ความผูกใจเจ็บ ความขัดเคือง
- ถีนมิทธะ ความง่วงเหงา หดหู่ ท้อแท้ เศร้าศึมสิ้นหวัง หมดอาลัย เบื่อ เซ็ง
- อุทธัจจะกุกกุจจะ ความหุ้งซ่านรำคาญใจ ความวิตกกังวล ความกวาดรพอวง ความกลัว ความติดขัดซะดส่ายตลอดเวลา ไม่สามารถสงบนิ่งอยู่ในความคิดใดๆ
- วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ไม่มั่นใจ ไม่เต็มใจ
เหล่านี้ ถ้าเป็นเวลาปกติเราจะไม่ค่อยรู้สึกถึงความมีความเป็นของมัน แต่เมื่อใดที่เราลงนั่งทำสมาธิมีนจะจู่โจมเปลี่ยนหน้ากันเข้ามา จนผู้เริ่มฝึกแทบรับไม่ได้ พร้อมกับโทษตัวเองว่า ช่างไร้ความสามารถ ตัวเองคงไม่มีวาสนา สารพัดจะตั้งข้อกาให้ตัวเอง แล้วท้อถอย เลิกฝึกไปเลยก็มีมาก
แท้จริงแล้ว มันคือธรรมชาติของจิตที่มีปกติฟุ้งไป ไหลไป ท่องเที่ยวไปทั่ว ซัดส่ายอยู่ตลอดเวลา และไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามความต้องการได้ ดังนั้น เมื่อเรามาฝึกสมาธิ ซึ่งก็คือการฝึกจิตให้นิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว ซึ่งก็คือการมากำหนดให้อยู่กับลมหายใจเข้าออก แถมบางคนยังเพิ่มคำภาวนาเข้าไปอีก จิต ที่ไม่เคยอยู่นิ่งเลยจึงออกมาต่อต้าน แสดงตัวออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อขัดขวางการถูกบังคับนี้อย่างสุดฤทธิ์
อาการต่อต้านนี้ก็คืออาการของนิวรณ์ 5 นั่นเอง ตัวไหนชัดสุด ตัวนั้นออกมาก่อน
นิวรณ์ 5 ปกติมีอยู่แล้วในตัวเรา แค่เราไม่เคยกลับมาดู มารู้ มาจับผิดมันเลย มันจึงอยู่อย่างสะดวกสบาย จะวิ่งไปนั่น ไปนี่ จะคิดอย่างนู้น อย่างนี้ จะล่องลอยไปทางไหน เราก็คล้อยตามมันไปตลอด ไม่เคยกลับมาฉุกคิดว่ามันจะพาเข้ารด เข้าพง ไปทางไหน แบบไปไหนไปกัน เราจึงไม่เคยรู้ความมีอยู่ของมัน จนถึงวันที่เรามาฝึกทำสมาธินี้เอง
การฝึกสมาธิด้วยอานาปานสติ คือการตามกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกนี้ คือการกลับมาดู มารู้จักตัวเอง เพื่อปัดกวาดขยะทั้งหลายที่เรียกว่า นิวรณ์ 5 นี้ออกไปจากใจ การทำนี้ย่อมกระเทือนถึงจิตซึ่งเป็นตัวก่อขยะนี้โดยตรง แน่นอนว่ามันย่อมต้องฟาดงวง ฟาดงาเข้าใส่เราอย่างไม่มีปัญหา
ความอึดอัด ขัดข้อง ความไม่เป็นอย่างหวัง ถูกซัดออกมานั้นก็เพื่อขัดขวางไม่ให้ผู้ฝึกก้าวหน้าไปได้อย่างใจ ดังนั้น หากผู้ฝึกท้อแท้ หมดหวัง แล้วเลิกล้มไปก็เข้าทางมัน แต่ตรงกันข้าม ถ้าผู้ฝึกตั้งใจจริง ไม่ท้อถอย แต่สู้ทนฝึกไปไม่หยุดยั้ง มันก็ไม่สามารถขัดขวางได้
ใจ คือจิตที่ถูกฝึกจนนิ่งได้แล้ว สะอาดดีแล้วย่อมมีกำลัง เหนือกว่า ทุกวันเมื่อถึงเวลาฝึกก็มาทำไม่ย่อท้อ ยิ่งฝึกก็ยิ่งสกัดกั้นไม่ให้นิวรณ์เข้ามารบกวนได้ทีละน้อยๆ ที่สุดมันก็หมอบให้กับความตั้งใจจริง
นี่คือวิถีของการฝึกสมาธิ
ทำไมต้องฝึก ฝึกเพื่ออะไรเราจะมาพูดกันต่อไปค่ะ
