
หลังจากทำงานที่รพ.เบตงครบปี ผมจะต้องย้ายเข้าไปทำงานที่รพ.ยะลาสลับกับเพื่อนแพทย์ที่จะต้องมาอยู่รพเบตง.แทน แต่เพื่อนไม่อยากมาเบตงจึงขอให้ผมอยู่ต่ออีก 1 ปี จนครบใช้ทุน สำหรับผมไม่มีปัญหาอะไรจึงตกลงใจอยู่รพ.เบตงต่ออีก 1 ปี
ช่วงนั้นผมกำลังคิดว่าจะเรียนต่อเฉพาะทางด้านไหนดี ขณะนั้นที่เบตงมีคนไข้อุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซด์แทบทุกวันเพราะใช้เป็นพาหะนะสำคัญในการขี่ขึ้นดอยเพื่อไปกรีดยางและเกือบทั้งหมดจะเป็นกระดูกต้นขาหักแบบปิด (close fracture femur) สมัยเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่รพ.สรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ผมได้เรียนรู้เรื่องกระดูกและวิธีการผ่าตัดรักษาคนไข้กระดูกหักตลอดจนได้เข้าช่วยผ่าตัดกับอ.นพ.บัณฑิต ชวกุล ทำให้ผมมีความมั่นใจในการรักษาโดยเฉพาะการผ่าตัดใส่เหล็กรักษากระดูกต้นขาหัก (intramedullary nail) ผมทำการระงับความรู้สึกคนไข้เฉพาะส่วนด้วยตนเองโดยวิธีฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง มีพยาบาลวิสัญญีช่วยวัดสัญญานชีพ ช่วยดูแลให้ปลอดภัยตลอดการผ่าตัด ผมทำผ่าตัดใส่เหล็กให้คนไข้ จนเหล็กที่มีในรพ.เบตงหมด ทจึงได้ทำหนังสือขอเหล็กจากรพ.เลิศสินเนื่องจากสมัยนั้นกำลังเริ่มเปลี่ยนมาใช้วิธีใส่ AO plate แทน ขณะนั้นอ.นพ.พงษ์ศักดิ์ หัวหน้าแผนกศัลยกรรมกระดูกส่งเหล็กมาให้รพ.เบตงส่วนหนึ่ง ซึ่งผมได้ผ่าตัดใช้กับคนไข้จนหมด จึงทำหนังสือขอไปใหม่ จำได้ว่าขณะนั้นอ.จัดอบรมแพทย์เรื่องอุบัติเหตุทาง ออโธปิดิค เป็นครั้งแรก ที่รพ.เลิศสิน อ.ได้ทำหนังสือเชิญให้ผมเข้าร่วมอบรมด้วยพร้อมกับให้เอาฟิล์มที่ทำผ่าตัดให้คนไข้ไปเรียนรู้ด้วย จำได้ว่าอ.ชมต่อหน้าทุกคนว่าทำผ่าตัดใส่เหล็กได้ดี สวยงามไม่แพ้คนที่จบเแพทย์เฉพาะทาง อ.จองตัวให้ผมเรียนเป็นแพทย์ศัลยกรรมกระดูกโดยทุนรพ.เลิศสิน แต่ผมสละสิทธิ์เนื่องจากรู้สึกเบื่อและเหนื่อยจากการทำผ่าตัดทางกระดูก(สมัยนั้นต้องใช้สว่านมือโดยแพทย์หมุนเจาะเอง ไม่มีสว่านลมเหมือนปัจจุบัน)
ในที่สุดผมก็ตัดสินใจได้ว่าจะเรียนอะไรเนื่องจากมีเด็กแรกเกิดทานนมแล้วอาเจียน คลำได้ก้อนที่บริเวณลิ้นปี่ เอ็กเรย์เห็นลักษณะเฉพาะของโรคกระเพาะอาหารส่วนปลายอุดตัน (pyloric stenosis) ในเวลานั้นมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเด็กอยู่ที่รพ.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลาแต่ในช่วงนั้นการเดินทางจากเบตงไปยะลาสถานการณ์ไม่ดี มีกลุ่มกองโจรแบ่งแยกดินแดนดักปล้นและทำร้ายรถแท็กซี่ อ.พญ.นุจินต์จึงขอให้ทำผ่าตัดที่เบตง เพราะว่าทิ้งไว้เด็กจะเสียชีวิตได้ผมจำได้ว่าต้องอ่านตำราศึกษาวิธีทำผ่าตัดหลายรอบเพื่อให้เกิดความมั่นใจ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน
วันผ่าตัดอ.นุจินต์ทำหน้าที่เป็นวิสัญญีแพทย์ดมยาเด็กเองโดยใช้อีเทอร์ดร็อป ผอ.และผมช่วยกันทำผ่าตัด ด้วยวิธี pyloroplasty(ผ่าตามยาวแล้วเย็บตามขวาง)เพื่อทำให้รูขยายกว้างขึ้น ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ พบว่าเย็นวันนั้นเด็กเริ่มดูดนมได้ ทำให้ลือกันไปทั้งเบตงที่สามารถทำผ่าตัดช่วยชีวิตเด็กแรกเกิดได้ คนในตลาดจึงรวบรวมเงินเพื่อซื้อตู้อบเด็กให้รพ.
ทำให้ผมรู้สึกว่าเด็กที่มีความพิการแต่กำเนิดนั้นน่าสงสาร ถ้าไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่เมื่อผ่าตัดแล้วจะมีชีวิตได้เหมือนคนปกติ จึงเกิดความมุ่งมั่นว่าจะเรียนเป็นแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมเด็กเพื่อช่วยแก้ไขความพิการแต่กำเนิด ให้โอกาสเด็กที่เกิดมาผิดปกติ ผมได้ส่งใบสมัครไปเรียนที่รพ.เด็ก ซึ่งมีอ.นพ.ศรีวงค์ เป็นหัวหน้าแผนกฯ ท่านดีใจรับผมเป็นคนแรก
เมื่อใกล้ครบใช้ทุนสองปี ผมเก็บเงินได้เกือบสองหมื่นบาทจึงถามหมอพัชรีว่าจะเที่ยวหรือซื้อเครื่องเสียง หมอพัชอยากเที่ยว ผมจึงชวนคุณพ่อและหมอพัชไปเที่ยวเบตงและวางแผนขับรถไปเที่ยวสิงคโปร์ และกลับทางเส้นทางปีนัง ปรากฏว่าในระยะนั้นมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง มีขบวนการแบ่งแยกลุ่มโจรแบ่งแยกดินแดนอาละวาดหนักระหว่างเส้นทางเบตง-ยะลา นายอำเภอเบตง สั่งให้ปิดเส้นทางไม่อนุญาตให้รถวิ่ง ผมขออนุญาตให้รถรพ.ไปรับพ่อและหมอพัชรีก็ไม่ได้ เพราะไม่ปลอดภัยขณะนั้นคนขับรถรพ.ชื่อฮูเซ็งที่สนิทกับผมก็บอกว่าจะลองช่วยหาทางติดต่อให้ หายไปค่อนวันก็มาบอกข่าวดีให้ทราบที่บ้านผอ.กลางดึก ว่าทางผู้ใหญ่ของกลุ่มโจรฯซึ่งขณะนั้นมีฐานอยู่ที่อ.รามัน ยินยอมเปิดเส้นทางให้พร้อมบอกว่าจะเปิดเส้นทางทั้งวันที่ไปรับพ่อผมและวันกลับด้วยเนื่องจากผมมีบุญคุณกับคนของเขาที่เราช่วยดูแลรักษายามเจ็บป่วย ฮูเซ็งจึงขออนุญาตให้รถแท็กซี่ตามรถรพ.ไปอีกหลายสิบคัน(น่าจะได้เงินที่คนขับแท็กซี่มอบให้บ้าง)ทำให้ผมได้เห็นความสำคัญของการเป็นแพทย์ ใครๆก็ให้เกียรติ ไม่มีใครคิดปองร้าย และในเวลาคับขัน บางครั้งคนที่ได้ชื่อว่าเป็นโจรก่อการร้ายก็อาจช่วยเราได้ ขอเพียงเราประกอบวิชาชีพด้วยความบริสุทธิ์ ผมจึงขอให้เพื่อนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนช่วยกันรักษาเกียรติและศรัทธาในวิชาชีพนี้ให้คงอยู่ตลอดไป
หลายๆท่านอาจสงสัยว่าผมเลือกเรียนศัลยกรรมเด็กแล้วทำไมมาเป็นสูติแพทย์
วันที่ไปสมัครแพทย์ประจำบ้านที่แพทยสภา กระทรวงสธ.(ขณะนั่นยังอยู่ที่วังเทเวศร์) วันนั้นเป็นวันสุดท้ายผมไปกับหมอสุทัศน์เพื่อนรักซึ่งสมัครเรียนศัลยกรรม รพ.จุฬาลงกรณ์ ทุนรพ.ยะลา ปรากฏว่าแพทยสภาแจ้งผมว่าต้นสังกัดผมที่รับทุนศัลยกรรมเด็กคือรพ.ลำปางถูกยกเลิกเพื่อเอาทุนให้กับวิทยาลัยแพทย์พระมงกุฏ จึงไม่มีรายชื่อให้เข้าเรียนได้ ผมก็งงมากว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆที่มีหนังสือส่งตัวอนุมัติให้มาเรียนศัลยกรรมเด็กรพ.เด็กโดยทุนรพ.ลำปาง ซึ่งเซ็นต์โดยปลัดกระทรวงฯผมจึงขอเข้าพบท่านปลัดฯสมัยนั้นคือ อ.นพ.ประกอบ ตู้จินดา (โดยที่เลขาหน้าห้องไม่อนุญาต)
ผมรู้สึกประทับใจมากที่พบว่าผู้บริหารสูงสุดขององค์กรมีความเป็นธรรม และมีเมตตาสูง พอรู้ว่าผมมาจากรพ.เบตงท่านรีบลุกจากเก้าอี้มาโอบไหล่ผมพร้อมกับบอกขอบคุณที่ผมเสียสละไปทำงานในรพ.ห่างไกล และบอกว่าท่านไม่โอกาสไปเยี่ยม อย่าให้ช่วยอะไรบอกมาได้เลย พอรู้ว่าเป็นเรื่องโควต้าแพทย์ประจำบ้าน ท่านรีบให้เลขาต่อสายถึงเลขาฯแพทยสภาสภา (อ.นพ.อดุลย์ วิริยเวชกุล) ปรากฏว่าขณะนั้นเวลา11.30น.เลขาบอกว่าท่านออกไปทานข้าวติดต่อไม่ได้ ท่านปลัดฯชวนให้ผมทานข้าวด้วยบอกว่าไม่มีเวลาไปทานข้างนอก แม่บ้านจัดปิ่นโตให้ ผมปฏิเสธ ท่านจึงนัดให้ไปพบอีกครั้งบ่ายโมง ปรากฏว่ากว่าจะติดต่อเลขาแพทยสภาได้ก็บ่ายสองโมงและเลขาแพทยสภายืนกรานไม่มีตำแหน่งให้ผมเรียนศัลยกรรมเด็กเนื่องจากปีนั้นรพ.รามาธิบดี งดรับแพทย์ประจำบ้านศัลยกรรมเด็ก1ปี
ท่านจึงถามว่าผมอยากเรียนอะไรนอกจากศัลยกรรมเด็กจึงบอกว่าเรียนสูตินรีเวชก็ได้ ท่านจึงต่อรองว่าให้ผมเรียนโดยไม่ต้องมีต้นสังกัดแต่แพทยสภาไม่ยอม ท่านจึงเขียนในสัญญาการรับทุนแพทย์ประจำบ้านว่าอนุมัติให้ไปเรียนสูตินรีเวชได้โดยไม่มีต้นสังกัดพร้อมเซ็นต์ชื่อกำกับ ด้วยความที่ผมกังวลว่าผู้ใหญ่จะผิดใจกันจึงไปดูตำแหน่งที่กองงานเจ้าหน้าที่พบว่ามีตำแหน่งสูตินรีเวชทึ่รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ว่าง จึงเซ็นต์ชื่อรับทุนรพ.เชียงรายฯ และกลับไปบอกท่านปลัดฯยังจำได้ว่าท่านชื่นชมว่าขนาดเราผู้น้อยยังกังวลว่าผู้ใหญ่จะผิดใจกัน ท่านจึงบอกว่าถ้าเรียนจบแล้วอยากไปอยู่ที่ใดให้บอกท่าน แม้ว่าท่านเกษียณอายุราชการแล้วก็ยังช่วยจัดการให้ได้ ท่านได้ติดต่อเจ้าหน้าที่แพทยสภาให้คำปรึกษาเรื่องสถานที่ฝึกอบรมให้ผมด้วยเนื่องจากไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนว่าจะเรียนสูติฯ
ในที่สุดผมก็เป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกสูตินรีเวชรพ.ราชวิถี (รพ.หญิง) ผมเลือกเรียนที่นี่เนื่องจากมีคนไข้คลอดติดอันดับต้นๆของโลกจะได้มีประสบการณ์ในการดูแลคนไข้มากๆเพราะจะต้องออกไปทำงานในพื้นที่ต่างจังหวัด
ผมเล่าเรื่องนี้อย่างละเอียดเพื่อที่จะบอกให้ทุกคนได้รู้ว่าสมัยก่อนนั้นผู้บริหารในกระทรวงนั้นดีต่อพวกเรามาก มีความจริงใจที่จะรับฟังและช่วยเหลือเสมอ ท่านพร้อมให้เราเข้าพบได้ทุกเวลาและอยากบอกให้ทุกคนได้รับรู้ว่าอนาคตนั้นเป็นของไม่แน่นอน เราต้องพร้อมที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา ซึ่งผมเชื่อเสมอว่าจะมีสิ่งดีๆรอเราในทุกการเปลี่ยนแปลงนั้น
“ขอบคุณที่เป็นคนดี”
