
จิตในระดับอุปจารสมาธิ เป็นจิตที่มีความเป็นทิพย์ สามารถรู้นั่น เห็นนี่ในสิ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถเห็นได้เช่นเห็นสวรรค์ เห็นเทวดา เห็นอดีตอนาคต เห็นชาติที่แล้วๆมาของตนและผู้อื่นได้ นี่สำหรับผู้ที่มีกำลังติตเข้มแข็งแล้วและเป็นการฝึกเฉพาะทาง เช่นผู้ฝึกมโนมยิทธิ เป็นต้น
การฝึกมโนมยิทธิ เป็นการฝึกเพื่อให้เกิดฤทธิ์ทางใจ โดยใช้กำลังสมาธิในระดับอุปจารสมาธินี่เอง เป็นสมาธิที่ใช้กำลังจิตไม่มากก็สามารถใช้การได้ หากฝึกจนจิตสะอาดสามารถผ่านนิวรณ์ 5 คือกิเลสที่มากวนใจได้ ก็จะสามารถรู้เห็นในสิ่งที่ต้องการได้ ซึ่งเป็นการฝึกเฉพาะทาง มีวิธีการฝึกที่มีแบบแผน เมื่อแรกฝึกจึงจำเป็นต้องฝึกกับครูฝึกที่มีความชำนาญก่อน จึงจะสามารถกลับมาฝึกเองที่บ้านได้
แต่สำหรับผู้ฝึกจิตด้วยการกำหนดรู้ตามลมหายใจเข้าออกที่เรียกว่า อานาปานสติ คือการฝึกจิตให้ตามรู้ลมหายใจเข้าออก ที่ยังไม่เคยฝึกจิตมาก่อน และไม่ใช่การฝึกเฉพาะทางอย่างมโนมยิทธิเป็นเพียงผู้เริ่มฝึกใหม่ อุปจารสมาธิจึงเป็นสมาธิที่ค่อนข้างผ่านเข้าถึงปฐมฌานได้ยากอยู่สักหน่อย เพราะยังเป็นของใหม่ เมื่อฝึกมาจนสามารถผ่านนิวรณ์ 5 มาได้แล้ว จิตเริ่มสงบแล้ว ด้วยความใหม่ของการเข้าถึงความสงบจิตจะหลงเพลินไปกับความสงบเรียกว่า ภวังคจิต เป็นจิตที่จะเข้าถึงปฐมฌานได้ แต่เพราะกำลังของการฝึกยังน้อย จึงยังไม่สามารถผ่านด่านของภวังค์ออกไปได้ จิตจึงหลงเพลินไปกับความสงบในภวังค์ จึงคล้ายเคลิ้ม คล้ายฝัน คล้ายกับหลับไป พอหมดกำลังของสมาธิที่ส่งมาถึงตรงนี้ก็จะได้สติกลับมาว่า อ้าว เมื่อกี้เผลอหลับไปหรือนี่ หรือบางครั้งจะรู้สึกคล้ายพลัดตกจากที่สูงวับวูบลงมาจนหลุดจากสมาธิไปเลนก็มี ประมาณนี้
สมาธิระดับเฉียดฌานหรือหรืออุปจารสมาธินี้ เป็นสมาธิที่กำลังจะเข้าถึงปฐมฌาน แต่ยังไม่สามารถเข้าได้เพราะกำลังของจิตมีไม่มากพอที่จะเข้าถึงได้ จึงเกิดอาการคล้ายเคลิ้ม คล้ายฝัน หรืออาจไหลไปหลับในฌานเลยก็มี
หากจะถามว่าระยะห่างระหว่างอุปจารสมาธิกับปฐมฌานนี่ห่างกันมากไหม ความจริงแทบจะแยกกันไม่ออกก็ว่าได้ ท่านจึงเรียกว่าสมาธิระดับเฉียดฌาน คงเหมือนกับคำว่าเส้นยาแดงผ่าแปดนั่นเอง แต่กว่าผู้ฝึกจะผ่านได้ก็ต้องขยันฝึก ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกอย่างสม่ำเสมอชนิดขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ ถ้าทำประมาณนี้อาจสามารถผ่านได้ไม่ยาก แต่ถ้าขาดความสม่ำเสมอก็อาจต้องเริ่มใหม่ทุกครั้งไป
ดังนั้น ผู้ฝึกจิตจำเป็นต้องขยันฝึกและที่สำคัญ การฝึกต้องเข้าใจวิธีการฝึกที่ถูกต้อง เพราะมีด่านที่จะผ่านเข้ามาให้ได้เรียนรู้มากมาย ตามจริตและบุพกรรมของแต่ละ ซึ่งด่านต่างๆเหล่านี้ผู้ฝึกแต่ละคนอาจพบเจอไม่เหมือนกัน ดังนั้น บางครูบาอาจารย์ บางสำนักฝึกจึงมีข้อกำหนดว่าห้ามพูดคุยกัน เพราะอาจพากันสับสน และหลงผิดได้
หลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้ฝึกจะได้สัมผัสในสภาวะจิตในระดับอุปจารสมาธินี้ หากไม่มีผู้รู้ช่วยชี้แนะหนทางให้ก็อาจหลงทางได้ เช่น อาจไปหลงติดอยู่กับภาพนิมิตที่จิตสร้างขึ้นตามกิเลสที่อยากรู้ อยากเห็น ก็จะสามารถเห็นอะไรวับๆ แวบๆ เข้ามา แต่เอาแน่นอนอะไรกับสิ่งที่เห็นไม่ได้ หรือบางคนอาจถูกกิเลสของตนหลอกเอาว่าได้คุยกับเทวดานางฟ้าแบบนี้ก็มี ซึ่งผู้ฝึกที่พบเจอแบบนี้จะแก้ยากมากๆ เพราะหลงว่าเป็นความวิเศษ เป็นความเก่งของตนเอง ที่สุดก็หลงทางหรือวิปลาสกลายเป็นคนเสียสติไป หรือบางคนก็กลายเป็นเจ้าเข้าทรง ไปเป็นเจ้าพิธีแปลกๆก็มี เหล่านี้ล้วนเป็นกับดักของนักกรรมฐานได้ทั้งสิ้น
แต่หากผู้ฝึกมีความเข้าใจและมีจุดหมายในการฝึกจิตไว้อย่างมั่นคงก็จะสามารถผ่านด่านภวังคจิตนี้เข้าถึงปฐมฌานและฌานในระดับลึกๆเข้าไปได้ในที่สุด
