วันอังคาร, 20 มกราคม 2569

คุยกับ… ดร.ปรีชา

02 มิ.ย. 2025
97

  1. ผู้สูงอายุเป็นปัญหาของสังคมหรือไม่

แนวคิดพื้นฐานที่ตั้งประเด็นคำถามข้อนี้ คือ เมื่อทุกคนเข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว ทุกคนย่อมจะถูกลดภาระหน้าที่และบทบาทไปไม่มากก็น้อย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านชีววิทยาและสรีรวิทยาที่เสื่อมถอยลงจนต้องสูญเสียพลังแรงงานที่จะทำต่อไปดังที่เคยทำมาก่อน จึงต้องพึ่งพิงผู้อื่นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต ดังนั้นประเด็นการพึ่งพิงจึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะทราบว่าผู้สูงอายุเป็นปัญหาต่อครอบครัวและและเป็นภาระของสังคมหรือไม่อย่างไร ด้วยวัตถุประสงค์นี้คณะผู้วิจัยจึงต้องการทราบว่าในทัศนะของผู้สูงอายุคิดว่าคนทั่วไปมองผู้สูงอายุว่าเป็นปัญหาหรือไม่ ผู้สูงอายุมีเหตุผลในการอธิบายประเด็นต่างๆ อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหา

ความคิดเห็นต่อประเด็นคำถามนี้แยกเป็นสามกลุ่มด้วยกันคือ (1) การเป็น “ผู้สูงอายุ” ไม่เป็นปัญหาของสังคม (2) การเป็น “ผู้สูงอายุ” เป็นปัญหาของสังคมและ (3) การจะเป็นปัญหาหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้สูงอายุแต่ละคนโดยผู้สูงอายุได้ให้เหตุผลต่อการเสนอแนวคิดแต่ละกลุ่มดังรายละเอียดดังนี้

  1. ผู้สูงอายุเป็นปัญหาของสังคม

ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุได้ให้เหตุผลทำนองเดียวกันว่า การเป็นผู้สูงอายุเป็นเรื่องภายในของแต่ละครอบครัว ผู้สูงอายุแทบทุกคนมีครอบครัวมีลูกหลานคอยดูแลเอาใจใส่ เพราะเป็นบุคคลที่มีบุญคุณเลี้ยงลูกหลานจนเติบโต ไม่มีครอบครัวใดจะทอดทิ้งผู้สูงอายุ ในทางตรงกันข้ามลูกหลานจะต้องทำหน้าที่ตอบแทนเลี้ยงดูผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุทั่วไปไม่ได้งอมืองอเท้า ยังได้มีส่วนช่วยครอบครัวแบ่งเบาภาระให้แก่ลูกหลาน ช่วยทำงานบ้าน เลี้ยงหลาน เฝ้าบ้าน ในความคิดเห็นส่วนนี้ผู้สูงอายุจึงไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ ให้แก่ครอบครัว สำหรับประเด็นคำถามว่าผู้สูงอายุจะสร้างปัญหาแก่สังคมหรือนั้นผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ได้ให้เหตุผลว่า ผู้สูงอายุยังเป็นผู้ที่สังคมให้ความเคารพนับถือยกย่อง ไม่มีใครแสดงความรังเกียจผู้สูงอายุ เวลาที่ผู้สูงอายุเดินทางไปที่ไหนๆ บุคคลทั่วไปมิได้มองผู้สูงอายุว่าเป็นผู้ที่ก่อความเดือดร้อนให้แก่สังคม เพราะผู้สูงอายุยังช่วยตัวเองได้ ไม่ได้สร้างปัญหาให้แก่คนภายนอก หากมีปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ในครอบครัวของแต่ละคน สิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่ผู้สูงอายุมีความเชื่อว่า “สังคมไทยไม่เคยรังเกียจผู้สูงอายุ” ผู้สูงอายุได้รับการยกย่องเป็นเหมือนเสมือนบรรพบุรุษของตนเองการเรียกขานเป็น พ่อ-แม่ ลุงป้า เป็นการแสดงความเคารพนับถือแม้จะไม่ใช่ญาติของตนก็ตาม จากทัศนะของคนภายนอกที่มีต่อผู้สูงอายุนี้ ทำให้เชื่อมั่นว่าผู้สูงอายุจะไม่เป็นสาเหตุของปัญหาของสังคมได้ คนทั่วไปยังมีจิตเมตตาและให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุ ดังนั้นผู้สูงอายุจึงไม่ใช่ “เชื้อโรค” ที่คนทั่วไปจะต้องหลีกเลี่ยง แต่เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะต้องเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ผู้สูงอายุในกลุ่มนี้จึงมั่นใจว่าลูกหลานหรือครอบครัวจะไม่ทอดทิ้ง จนเป็นปัญหาของสังคม หรือเป็นที่รังเกียจของคนอื่นๆ แม้ผู้สูงอายุจะไม่มีบทบาทด้านแรงงาน ไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองต้องอาศัยลูกหลานหาเลี้ยงตลอดเวลานั้นถือว่าเป็นหน้าที่ครอบครัวที่ลูกหลานจะต้องรับผิดชอบและเป็นเรื่องปกติ ปัจจุบันผู้สูงอายุไม่ได้ถูกปล่อยปละละเลยออกไปสู่สังคมให้สังคมรับผิดชอบ แต่ครอบครัวของผู้สูงอายุเองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเป็นการกระทำที่ดีที่ลูกหลานได้ตอบแทนบุญคุณ ดังนั้นผู้สูงอายุที่มีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะระบบค่านิยมของสังคมที่ยังให้ความสำคัญแก่ผู้สูงอายุ แม้จะมี่มีบทบาททางเศรษฐกิจและสังคมแต่ก็ยังมีศักดิ์ศรีลูกหลานให้ความเคารพนับถือ เลี้ยงดู ไม่มีครอบครัวใดเกลียดผู้สูงอายุจึงไม่เป็นปัญหาทั้งของครอบครัวและของสังคม

  1. ผู้สูงอายุเป็นปัญหาของสังคม

หนึ่งในสี่ของผู้สูงอายุทั้งหมด เชื่อว่าผู้สูงอายุเป็นปัญหาของสังคมเพราะผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งพิงลูกหลาน ทั้งในเวลาปกติและเวลาเจ็บป่วย การที่ผู้สูงอายุไม่ทำงานจึงเป็นผู้บริโภคและสร้างปัญหาให้แก่ผู้ที่ต้องดูแลไม่ว่าจะเป็นลูกหลานหรือใครก็ตาม ผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สมบัติให้ลูกหลาน ยิ่งเป็นภาระและเป็นปัญหามากขึ้นเพราะลูกหลานจะต้องช่วยทั้งตัวเองและช่วยเหลือผู้สูงอายุ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจของผู้สูงอายุจะเป็นสาเหตุของปัญหาเพราะเป็นการเพิ่มภาระให้ลูกหลานต้องเสียเวลาการทำมาหากิน โดยเฉพาะในยามที่ผู้สูงอายุเจ็บป่วยต้องละทิ้งหน้าที่การงานมาดูแล ผู้สูงอายุกลุ่มนี้เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นระดับครอบครัวจะมีมากกว่าระดับชุมชน เพราะผู้ที่ต้องรับหน้าที่เลี้ยงดูผู้สูงอายุคือลูกหลาน ไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากจนก็ต้องเลี้ยงดูผู้สูงอายุไม่ให้อดอยาก ให้ความอุปการะเท่าที่จะทำได้ ไม่มีครอบครัวใดที่ต้องการกำจัดผู้สูงอายุให้ออกไปจากบ้านหรือชุมชน สังคมก็ยังต้องการให้ผู้สูงอายุเป็นสมาชิกอาวุโสอยู่ สำหรับผู้สูงอายุบางคนที่เชื่อว่าจะเป็นปัญหาของสังคมก็เพราะผู้สูงอายุเหล่านั้น ไม่มีบุตรหลานเลี้ยงดู ทำให้เป็นภาระแก่ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ที่ต้องให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ไม่ถึงกับปล่อยให้ผู้สูงอายุออกไปเร่ร่อน ขอทาน ถ้าหากเป็นเช่นนี้จะเป็นปัญหาทางสังคมแน่นอน นอกจากนี้ผู้สูงอายุบางคนได้แสดงความคิดเห็นว่า สังคมปัจจุบันก้าวหน้าไปรวดเร็ว คนรุ่นหนุ่มสาวมักอาจคิดว่าผู้สูงอายุเปรียบเสมือนตัวถ่วงความเจริญเหนี่ยวรั้งทำให้ไม่มีอิสระจะไปที่ไหนก็ต้องคอยเป็นห่วงคนแก่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่ชอบจู้จี้ พูดจาไม่ดี มีพฤติกรรมไม่เรียบร้อย จะยิ่งเป็นปัญหา เพราะลูกหลานจะไม่ให้ความสนใจและให้ความช่วยเหลือเท่าที่ควร

  1. การเป็นปัญหาหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้สูงอายุแต่ละคน

ผู้สูงอายุที่แสดงความคิดเห็นกลุ่มนี้มีแนวคิดว่า ผู้สูงอายุที่จะเป็นปัญหาหรือไม่นั้นอาจมี เงื่อนไข ของแต่ละคนที่อาจแตกต่างกันไม่อาจสรุปว่า “เป็นปัญหา” หรือ “ไม่เป็นปัญหา” ได้ทันที โดยได้แสดงความคิดเห็นว่า ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพต่างกายแข็งแรงช่วยตัวเองได้แม้จะยากจนก็ยังคงทำงานเลี้ยงตัวเองได้หรือถ้าไม่สามารถหาเงินได้แต่ถ้ามีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย ก็จะไม่ทำให้ลูกหลานเป็นภาระเดือดร้อน แต่ถ้าหากผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานและอยู่ตัวคนเดียว แม้จะมีฐานะทางเศรษฐกิจดีก็ยังต้องพึ่งพิงผู้อื่นช่วยเหลือในยามเจ็บป่วย ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนและไม่มีผู้อุปการะเลี้ยงดูจะเป็นปัญหาของสังคม ดังนั้นรัฐบาลควรต้องยื่นมือให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะในยามเจ็บป่วย ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายให้การอนุเคราะห์ผู้สูงอายุได้อย่างเต็มที่มีเพียงการให้บัตรรักษาฟรี และให้เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากจนเดือนละ 200 บาท แต่ยังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนมากที่ยากจนและต้องการความช่วยเหลือ จึงเป็นภาระของชุมชนและสังคมที่ต้องรับผิดชอบชีวิตพวกเขาในฐานะสมาชิกอาวุโสของชุมชน โดยต้องดูแลกันไปตามกำลังความสามารถ ดังนั้นผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแลและมีฐานะยากจนก็จะเป็นปัญหาสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุยังไม่มากนักและสามารถทำงานได้ช่วยเหลือตนเองได้ ก็ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาของครอบครัวหรือสังคม แต่ถ้าหากทำงานไม่ได้และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ปัญหาย่อมอาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้สูงอายุบางคนได้แสดงความคิดเห็นว่าลูกหลานจะรังเกียจผู้สูงอายุที่สร้างปัญหา เช่น พูดมาก ชอบจู้จี้ขี้บ่น หรือทำตัวไม่เหมาะสมกับสถานภาพและบทบาทของผู้สูงอายุ จะไม่ได้รับการยอมรับและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ครอบครัวไม่ให้ความสนใจและเอาใจใส่ แต่ถ้าผู้สูงอายุได้ทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัวและประพฤติตัวดีมีศีลธรรม แม้จะยากจนก็ได้รับการเอาใจใส่ดูแลให้ความเคารพนับถือยกย่องทั้งจากสมาชิกในครอบครัวและสังคม

การที่ผู้สูงอายุกว่าครึ่งที่เชื่อว่า ตนเองไม่สร้างปัญหาและเป็นปัญหาแก่ครอบครัวและสังคมก็เพราะประสบการณ์ของแต่ละคนซึ่งมีทิศทางที่เป็นบวก คือ มีทัศนคติที่ดีต่อครอบครัวและสังคมที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ การประเมินว่าจะเป็นปัญหาหรือไม่ สามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญๆ ดังนี้

  1. ลักษณะการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุทั้งหมดยังอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวที่ผู้สูงอายุได้ประเมินว่า “ครอบครัว” ซึ่งหมายถึงบุตรหลานต่างให้การเคารพยกย่อง เพราะผู้สูงอายุเป็นผู้ให้การเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน ผู้สูงอายุจึงเป็นผู้มีพระคุณ ลูกหลานควรต้องเอาใจใส่เลี้ยงดูเป็นการตอบแทน ภาระหน้าที่จึงไม่เป็น “ปัญหา” ของครอบครัว
  2. ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังสามารถทำงานเบาๆ ช่วยเหลือครอบครัวได้อย่างปกติ และยังคงเป็นประโยชน์ต่อครอบครัว จึงไม่น่าเป็นปัญหาใดๆ นอกจากขอให้ลูกหลาน พาไปหาหมอในยามเจ็บป่วยบ้างเท่านั้น
  3. ผู้สูงอายุที่เชื่อว่าตนเอง หรือผู้สูงอายุทั่วไปไม่สร้างปัญหาเพราะปัจจุบันไม่มีหน้าที่บทบาทมากมายจนทำให้ใครเดือดร้อนและเชื่อว่าผู้สูงอายุไม่เป็นพิษภัยแก่ใคร ถ้าจะเป็นปัญหาก็อาจเกิดขึ้นเฉพาะภายในครอบครัวของตนเท่านั้น ไม่เป็นปัญหาสังคม
  4. ผู้สูงอายุที่ยากจนและไม่มีใครดูแลจะเป็นปัญหาสังคมรัฐบาลควรต้องให้ความอนุเคราะห์เลี้ยงดู เพราะทุกครอบครัวในชุมชนต่างมีภาระของตนเอง และมีผู้สูงอายุที่ต้องดูแลอยู่แล้ว ไม่อาจช่วยผู้สูงอายุที่มีปัญหาได้อย่างเต็มที่
  5. คนทั่วไปในชุมชนและสังคมมองผู้สูงอายุไม่เป็นปัญหาก็เพราะผู้สูงอายุ ต่างอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างปกติไม่มีผู้สูงอายุคนใดไปรบกวนชาวบ้านให้เดือดร้อน จึงไม่เป็นปัญหาของชุมชนหรือสังคม
  6. ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกครอบครัว ที่สมาชิกต้องเอาใจใส่ดูแลผู้สูงอายุเต็มความสามารถ

เมื่อสอบถามผู้สูงอายุต่อปัญหาที่เกิดขึ้นระดับครอบครัว ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดยืนยันว่าในปัจจุบันตนเองไม่ได้สร้างปัญหาให้แก่ครอบครัวเพราะยังไม่แก่มาก ยังคงทำงานได้ ช่วยเหลือตนเองได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อมีอายุมากขึ้นกว่านี้หากทำงานไม่ได้ช่วยตัวเองไม่ได้ ก็อาจสร้างปัญหาให้แก่ครอบครัวได้ ผู้สูงอายุมีความมั่นใจว่า การดำเนินชีวิตของตนในปัจจุบันนี้ได้รับการยอมรับจากลูกหลาน ที่ปรนนิบัติดูแลอย่างดี ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตก็คือปัญหาด้านสุขภาพร่างกายที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ป้อนข้าวป้อนน้ำ แต่จากสภาพปัจจุบันนี้ ผู้สูงอายุยังคงทำงานมีชีวิตเป็นปกติ สามารถช่วยเหลือตนเองและยังช่วยดูแลบ้านเรือน ทำงานบ้าน ถือว่าไม่ได้สร้างปัญหา เพราะไม่ได้เบียดเบียนลูกหลานมากเกินไป ทรัพย์สมบัติที่ลูกหลานมีกินมีใช้ก็เป็นมรดกที่ยกให้ ลูกหลานจึงให้เกียรติยกย่อง เพราะเป็นผู้มีพระคุณเลี้ยงพวกเขาจนเติบโต สำหรับผู้สูงอายุที่คิดว่าตนเองสร้างปัญหาให้บุตรหลานเพราะตระหนักถือภาระที่บุตรหลานต้องทำงานหาเลี้ยง แม้จะช่วยตัวเองได้ลูกหลานก็ยังเป็นห่วง ส่วนผู้สูงอายุที่อายุมากจะกล่าวทำนองเดียวกันว่าตนเองเป็นภาระให้ลูกหลานต้องปรนนิบัติเลี้ยงดูทั้งในยามปกติและยามเจ็บป่วย ผู้สูงอายุที่คิดว่าจะเป็นการสร้างปัญหาให้ลูกหลาน ได้พยายามปรับตัวเองโดยทำตัวมิให้เป็นปัญหา ไม่วุ่นวาย ช่วยเหลืองานในบ้าน โดยทำตัวเป็นประโยชน์เพื่อไม่ให้ลูกหลานลำบากใจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า