คอลัมน์ » “เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี (4)”

“เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี (4)”

12 กุมภาพันธ์ 2024
91   0

บทความเรื่อง

“เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี”

เพิ่งสร้างพลังบวกให้หมอณุ ในการผ่าตัดครั้งสำคัญ

พวกเราขอส่งบทความที่คุณหมอณุ อยากให้ทุกคนเป็นคนดี เพราะตกผลึกมาแล้วว่า คนดีสำคัญที่สุด

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”

“เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี (4)”

ผมยังจำได้ว่าในวันครบรอบวันเกิดอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ วันที่ 21 มีนาคม 2557 (เกิดวันเดียวกับนายกตู่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา) สิ่งแรกที่ทำในเช้านั้นคือไปกราบขอพรจาก อ.นพ.บุญยงค์ วงค์รักมิตร ที่ห้องกิจการพิเศษ รพ.น่าน ซึ่งอาจารย์จะมานั่งทำงานเป็นประจำในฐานะที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานประชาคมน่าน ทุกวันราชการ ตั้งแต่เวลาราว 09.30 น.ถึงเที่ยง วันนั้น อ.ได้ดึงตัวผมไปกอดพร้อมให้พรผมมากมาย และกระซิบบอกผมว่า “ผอ.ยังมีเวลาทำงานให้แผ่นดินอีก 20 ปี” ผมได้ถามอ.ว่า “เมื่อไหร่ อ.จะเกษียณ เพราะปีนั้น อ.ย่างเข้า 81 ปีแล้ว ยังคงมาทำงานทุกเช้า อ.ไม่ตอบ แต่ชี้ไปที่รูปในหลวง ร.9 พร้อมถามผมว่า พระองค์ปีนี้ 86พรรษาแล้ว ทรงเกษียณแล้วยัง ยังทรงงานอยู่ทุกวันเพื่อประชาชน แล้วเราจะเกษียณได้อย่างไร”

หลังจากนั้นผมได้คิดทบทวนว่าหลังเกษียณจะทำอะไร ที่แน่ๆ คงไม่กลับไปเปิดคลินิกหรือทำงานรพ.เอกชนเพื่อหาเงินแล้ว แต่จะทำอะไรดีเพื่อแทนคุณแผ่นดิน ผมได้เห็นถึงความวุ่นวายในสังคมที่มีแต่ความแตกแยก มีการโจรกรรม ทำร้ายฆ่ากันตายทุกวัน ไม่มีความปลอดภัย ด้านการเมืองก็มีแต่เรื่องโกงกิน คอรัปชั่น แม้แต่ในวงการแพทย์และสาธารณสุขก็มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งภายในองค์กร การฟ้องร้องทางการแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ผมเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้จะลดลงถ้าสังคมมีคนดีเพิ่มขึ้น ผมจึงตัดสินใจว่าจะสร้างคนดีแทนคุณแผ่นดิน เมื่อมีโอกาสได้บอก อ.บุญยงค์ ท่านดีใจมาก ตลอดเวลา 2 ปีที่อยู่รพ.น่าน ผมได้ข้อคิดจากท่านมากมาย เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการบรรยายในการสร้างคนดี

ผมกลับไปรพ.น่านอีกครั้งเพื่อร่วมงาน “60ปีรพ.น่าน” ในวันที่ 21 ก.พ. 2559 มีการเสวนาถึงรพ.น่านในแต่ละสมัยโดยผอ.รพ.น่าน 5 คน หลังเสร็จพิธีแล้ว ผมได้ไปส่ง อ.บุญยงค์ วงค์รักมิตรที่บ้านสวน ท่านได้บอกกับผมว่า “ขอให้ผอ.สร้างคนดีแทนคุณแผ่นดินต่อไปอย่าได้หยุด เพราะ ผอ.มี (ท่านชี้ที่อกข้างซ้ายของผม ชี้ที่หัวและจับมือผม) ทำต่อไปนะ” ผมรู้เลยว่า อ.กำลังบอกกับผมว่าผมมีหัวใจ (Heart) ที่มุ่งมั่น มีความรู้(Head) และมีประสบการณ์ (Hand) ที่สะสมมายาวนาน มันคือหัวใจในการพัฒนางาน (3 H) ผมเชื่อว่าในการทำงานใดก็ตามหัวใจสำคัญที่สุด คือต้องมีใจที่มุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ ใจที่มั่นคงไม่ไหวหวั่นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมขอฝากข้อคิดนี้ให้กับทุกคนเพื่อใช้ในการพัฒนางานในหน้าที่ของเราให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

มีหลายคนบอกกับผมว่า การสร้างคนดีนั้นจำเป็นต้องทำตั้งแต่ยังเด็ก ควรมีการปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่ระดับประถม การมาสอนตอนโตนั้นโอกาสสำเร็จน้อย แต่ในความคิดของผม แม้ว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามากมายทั้งสมหวัง ผิดหวัง บางครั้งต้องสูญเสียญาติสนิท การที่มีคนมาสะกิดให้คิดมุมมองก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ แม้ไม่เกิดขึ้นทันทีก็อาจค่อยๆ เปลี่ยนไป พระอาจารย์ท่าน ว.วชิรเมธี เคยให้พรผม 4 ประการ มีข้อหนึ่งที่ว่า “ขอให้เป็นคนดีเหมือนองคุลีมาล พระอาจารย์อธิบายว่าแม้องคุลีมาลจะเคยฆ่าคนมาถึง 999 คน เพื่อเอานิ้วมือมาร้อยเป็นสร้อยคอให้ครบ 1,000 คนตามความเชื่อที่อาจารย์บอก ยังสามารถกลับตัวเป็นคนดี บรรลุพระอรหันต์ได้” ทำให้ผมมีกำลังใจในการสร้างคนดีมากขึ้น เพราะถ้าเราสามารถเปลี่ยนคนที่ไม่ดีให้เป็นคนดีได้ จะเกิดคุณประโยชน์อย่างมากต่อสังคม โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นมีบทบาทหน้าที่สำคัญในสังคม เช่น เป็นครู แพทย์ พยาบาล ที่จะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นต่อไป

มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยถามผมว่า “พิษณุ ไม่เหนื่อยหรือเห็นเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อสร้างคนดี หวังอะไร ?” ผมได้ตอบท่านไปว่า “เหนื่อยครับ แต่ก็มีความสุขเพราะมีความรักและศรัทธาในสิ่งที่ทำ ผมหวังเพียงว่าไปบรรยายครั้งหนึ่งมีคนดีเพิ่มขึ้น 1 คน ผมก็ดีใจแล้ว คนหนึ่งคนที่ดีขึ้นจะทำให้อีกหลายๆ คนได้รับผลกระทบที่ดีมากมาย โดยเฉพาะถ้าเป็นแพทย์ พยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ คนไข้จะได้รับอานิสงค์อย่างมาก” ท่านชื่นชมและฝากให้ช่วยพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวง ร.9 ทรงสอนพวกเรามาหลายสิบปี แต่ยังมีคนนำไปปฏิบัติน้อย ผมจึงรับปากว่าจะนำไปเป็นส่วนสำคัญในการบรรยายด้วยทุกครั้ง โดยเริ่มต้นจากพระบรมราโชวาทที่ว่า

“ผู้คนต่างเสียเวลาไปกับการดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อหาเงินมาจับจ่ายใช้สอยให้ตนเองมีทัดเทียมกับคนอื่น เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางวัตถุ สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตคนในสังคมไทยไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยมีชีวิตเรียบง่าย ให้ความสำคัญกับจิตใจมากกว่าวัตถุ ยึดถือในเรื่องคุณธรรม ความดีงามมากกว่าเงินทองทรัพย์สมบัติ”

ทำให้ผมคิดถึงสมัยที่เป็นผู้บริหารรพ.แต่ละวันต้องเซ็นใบรับรองเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่เพื่อนำไปกู้เงินจากธนาคาร บางวันมีมากถึง 50 คนทีเดียว มีจนท.คนหนึ่งเงินเดือน 25,000 บาท แต่รับจริงแค่ 5,000 บาทแล้วยังจะกู้เงินเพิ่มอีกเพื่อเปลี่ยนรถใหม่ ผมถามว่าจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ เธอตอบว่ามีเงิน OT ผมถามว่าถ้าเกิดป่วยหรือประสบอุบัติเหตุขึ้นเวรไม่ได้จะทำอย่างไร หวังเงินชดเชยก็ไม่ได้เพราะไม่เคยทำประกันชีวิต ที่น่าสนใจก็คือรถเดิมก็ยังดีอยู่ใช้ไม่ถึง 5 ปี แต่อยากเปลี่ยนรุ่นใหม่ แพงกว่าเดิมขนาดเครื่องใหญ่ขึ้น ซึ่งก็หมายถึงค่าบำรุงรักษาที่มากขึ้นด้วย

ผมพยายามเกลี้ยกล่อมให้คิดถึงคำสอนเรื่องความพอเพียงของในหลวง ร.9 แต่ก็ไม่ได้ผล มีน้อยรายที่จะกู้เงินเพื่อสร้างบ้าน หรือนำไปลงทุนทำการค้าเสริมงานประจำ ซึ่งผมจะสนับสนุนเพราะเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ ผมได้ฝากให้หัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้าหอผู้ป่วยคอยสอดส่องดูแลชี้แนะให้น้องๆ นำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นแนวทางในการกำเนินชีวิตด้วย

เจ้าหน้าที่รพ.หลายคน โดยเฉพาะพยาบาลเมื่อสร้างหนี้ไว้ก็ต้องทำงานมากขึ้น บางคนอยู่เวรมากกว่าที่สภาวิชาชีพกำหนด เนื่องจากไปอยู่เวรที่รพ.เอกชนด้วย ทำให้ร่างกายอ่อนล้า สมรรถภาพของการทำงานแย่ลงทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ได้ ผมเคยถามจนท.ว่ารู้ไหมทำไมเมื่อมีการแลกเวร จะต้องให้หัวหน้าเซ็นรับทราบด้วย หลายคนรู้แต่เพียงว่าเป็นระเบียบปฏิบัติต่อเนื่องกันมานาน ความจริงแล้วต้องการให้หัวหน้าพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย ต้องดูว่าอยู่เวรติดกันเกินไปหรือไม่ เพราะจะทำให้ความสามารถในการทำงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานโดยเฉพาะในเวรดึก ทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ได้

มีจนท.หลายคนที่มีปัญหาครอบครัวถึงขั้นหย่าร้าง ด้วยเหตุผลที่ว่าอยู่แต่เวรจนไม่มีเวลาดูแลครอบครัว มีน้องพยาบาลคนหนึ่งถึงกับฆ่าตัวตาย เนื่องจากคนรักเอาใจออกห่างหลังจากกู้เงินซื้อรถให้ เนื่องจากมาหาเมื่อไรก็อยู่เวรเพื่อหาเงินใช้หนี้ จึงมีแฟนใหม่ เสียทั้งแฟนเสียทั้งรถ น่าเศร้ายิ่งนัก ผมเชื่อว่าแนวคิดเรื่อง “ความพอเพียง” ของในหลวง ร.9 จะเป็นพื้นฐานการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง

ผมได้นิมนตร์พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี จากไร่เชิญตะวัน เชียงราย ไปบรรยายธรรมให้คนรพ.น่าน และชาวน่านฟังเมื่อ 7 ก.ย.2557 เนื่องจากใกล้ครบวาระราชการแล้ว ชาวน่านบอกไม่มีโอกาสได้ฟังการบรรยายธรรมของพระอาจารย์ ท่านมีเมตตาต่อผมมากได้มาบรรยายที่รพ.น่าน ในหัวข้อ “ชีวิตน้อยหนึ่ง นี้มีคุณอนันต์” วันนั้นทั้งจนท. และประชาชนเต็มห้องประชุม ทั้งที่เป็นวันเสาร์ วันนั้น อ.ถวัลย์ ดัชนีศิลปินแห่งชาติเพิ่งเสียชีวิต พระอาจารย์ได้บรรยายถึงเรื่องการเกิดแก่เจ็บตาย ความยากลำบากเพียงใดที่จะเกิดมาเป็นคน ได้ชี้ให้เห็นว่า อ.ถวัลย์เป็นตัวอย่างของการ “มาสว่าง ไปสว่าง” เนื่องจากเกิดในตระกูลที่ดี มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี เมื่อยามจากไปได้ทำคุณงามความดีไว้มากมาย สร้างผลงานศิลป์ไว้ทั่วโลก

ตลอด 2 ชม.ที่พระอาจารย์บรรยายนั้นทุกคนมีความสุข สงบมาก ผมได้สรุปไว้ว่า “โชคดีที่สุดแล้วที่ได้เกิดมาเป็นคน คนเรานั้นไม่ว่าจะมามืดหรือสว่าง แต่ต้องพยายามไปสว่าง การไปสว่างนั้นไม่ยาก เพียงแต่ต้องเปลี่ยนตัวเองจากคนที่มีมูลค่าให้เป็นคนที่มีคุณค่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้นไม่พอ ต้องเป็นที่พึ่งให้คนอื่นด้วย” หลังการบรรยายธรรมขณะฉันท์เพล ผมได้กราบเรียนพระ อ.ว่าตลอด 60 ปี ที่ผ่านมาผมถามตัวเองว่ามีมูลค่าเท่าไร ผมบอกได้เลยเพราะเป็นรูปธรรม เงินทองสมบัติพัสถานหรือหนี้สินที่มีอยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นค่าตอบแทนจากการหาเลี้ยงชีพ แต่พอถามตัวเองว่ามีคุณค่าเท่าใด ผมตอบไม่ได้เพราะเป็นนามธรรม เช่น ความดี ความงาม ความมีน้ำใจ ความซื่อสัตย์ ความสุจริต ความกตัญญูกตเวทีเป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นการทำงานที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน

ผมคิดว่าโดยหน้าที่ของพวกเราที่ดูแลรักษาคนไข้ที่กำลังทุกข์จากความเจ็บป่วย นอกจากจะทำมาหาเลี้ยงชีพแล้ว เรายังได้คุณค่าซึ่งไม่อาจตีเป็นมูลค่าได้เลย ขอเพียงทำหน้าที่ด้วยหัวใจที่ดีงามเท่านั้น

เราควรสร้างคุณค่าให้ตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ดีงาม โดยไม่หวังผลตอบแทนบ้าง เริ่มตั้งแต่เวลานี้เลย อย่ารอว่าให้มีเงินหรือมีฐานะดีก่อน เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าจะต้องจากโลกนี้ไปเมื่อใด

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”



เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า