วันศุกร์, 9 ตุลาคม 2569

เล่าเล่นๆ เป็นธรรมทาน …

09 ต.ค. 2026
15

 

เสียง คืออุปสรรคของปฐมฌาน

เมื่อครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงลักษณะของจิตที่เข้าถึงอุปจารสมาธิกันไปแล้วนะคะ ว่า อุปจารสาธิ มีอาการอย่างไรไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงสมาธิในระดับอัปปนาสมาธิกันต่อ

แต่ก่อนจะไปพูดถึงอัปปนาสมาธิก็จะขอสรุปลักษณะของสมาธิในระดับอุปจารสมาธิกันอีกทีก่อนนะคะ คำว่าอุปจารสมาธิก็คือสมาธิที่ใกล้หรือเฉียดๆ ฌาน ดังนั้น ลักษณะจึงเหมือนกับปฐมฌาน คือ  มีวิตก วิจารณ์ ปิติ สุข แต่ยังขาดเอกัคคตา คือความมีอารมณ์ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง

เพราะความขาดอารมณ์ที่เป็นหนึ่ง จิตจึงไหลไปในอารมณ์ต่างๆ ซึ่งอาจเป็นสภาวะต่างๆทางกายและทางจิต อาการทางกายคือความหวั่นไหวต่างๆที่ปรากฏแก่จิตเช่นขนลุก ขนพอง น้ำตาไหล ร่ายกายโยก ร่างกายโอนเอน หรือคล้ายร่างกายจะลอยขึ้นสูง หรืออาการซู่ซ่าทางกาย ส่วนทางจิตอาจเห็นภาพวับขึ้นมา มีเสียง มีกลิ่นเข้ามาให้รู้สึก หรือความรู้สึกหายไปเลย จุดที่ลมหายใจหายไปจิตวูบลงไป

จุดที่จิตวูบกายไปนี้ทำให้ผู้ไม่รู้หลงทึกทักเอาว่าเป็นฌาน 4 ส่วนจะต่างกันอย่างไรจะยังไม่เข้าไปพูดถึง

ความที่จิตเริ่มมีความทรงตัวของอุปจารสมาธินี้ อาการที่ประสบจึงคล้ายกับปฐมฌานอย่างมาก หากจะขาดก็แค่กำลังของจิตและความตั้งมั่นของสมาธิเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด ต้องบอกว่ามันคือการดำเนินไปตามวิถีของการฝึกจิต

ความมหัศจรรย์ของการฝึกจิตคือ ทุกครั้งที่ทำ เราเริ่มที่การกำหนดองค์สมาธิ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกในรูปแบบใดในกรรมฐาน 40 หรือสติปัฏฐาน 4 เมื่อเริ่มทำทุกครั้งเริ่มที่การกำหนดองค์สมาธิเหมือนกัน คือ ถ้าเป็นการกำหนดรู้ลมหายใจ ก็มานั่งลง กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกที่เดียวกันทุกครั้ง หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ ทำอยู่แค่นี้ เหมือนกัน ถ้าเริ่มที่กสิณใด หรือกำหนดคำบริกรรมใด ก็ทำเช่นเดียวกันทุกครั้ง

แต่ทุกครั้งที่ทำสภาวะจิตกลับไม่เคยเหมือนกันสักครั้ง หากแต่กลับทำให้จิตมีการเรียนรู้และมีความชำนาญในการทำเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ตามแนวทางที่ ดังนั้น ยิ่งทำจึงยิ่งมีความก้าวหน้า จากจิตที่อ่อนล้า ป้อแป้ จะเริ่มแข็งแกร่งขึ้น จึงไม่แปลกที่อาการของอุปจารสมาธิกับปฐมฌานจะเหมือนกัน ขาดแค่กำลังและความตั้งมั่นเท่านั้น จึงต้องใช้เวลาในการฝึกต่อไปเพื่อสะสมแต้มของกำลังสมาธิให้มากขึ้น

เสียง คืออุปสรรคของปฐมฌาน

เมื่อขยันทำให้เป็นปกตินิสัย ถึงเวลาก็มาฝึก จนเป็นประจำสม่ำเสมอ กำลังของการฝึกเพิ่มขึ้น จิตในอุปจารสมาธิที่เข้มข้นเข้าใกล้เส้นปฐมฌานนี่เอง จิตในขณะนี้เริ่มสงบ สงัด อยู่กับวิตก วิจารณ์ นี้ จิตเริ่มมีความเป็นทิพย์ เริ่มละจากกาย ในภาวะนี้ความสงบภายนอกเป็นสิ่งสำคัญมาก เสียงที่กระทบจากภายนอกจึงเป็นอุปสรรคอย่างมาก

จิตที่สงัดจากภายนอกนี้ จะมีความไวต่อเสียงเป็นอย่างมาก แม้แต่เสียงใบไม้กระทบพื้นก็ยังสามารถทำให้เกิดกระแสสว่างวาบขึ้นในจิตได้ ดังนั้น หากมีคนทำให้เกิดเสียงดังกระทบ กระแทกขึ้นมาจะทำให้ผู้ฝึกถึงระดับนี้ตกใจอย่างรุนแรงจนถึงหลุดออกจากสมาธิ ใจสั่นหวั่นไหว กว่าจะปรับจิตได้ก็ใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่ง

ดังนั้น ในสำนักปฏิบัติจึงมีกฎข้อห้ามไม่ให้ใครไปส่งเสียงดังใกล้บริเวณที่มีการฝึกสมาธิ เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้นี่เอง ซึ่งผู้ฝึกที่เข้าถึงระดับนี้จะต้องใช้เวลาในการทำเพื่อผ่านสภาวะนี้ไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะสั้นหรือยาวก็ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยของผู้ฝึกแต่ละคน

มีอยู่บ้างที่แม้จะไม่มีใครมาส่งเสียงรบกวน แต่ก็ยังอาจมีอุปสรรคจากบุพกรรมเข้ามาขัดขวาง การฝึกในระดับนี้ จิตเริ่มมีกำลังบารมีเริ่มปรากฏ เจ้ากรรมนายเวรที่ไม่อยากให้ผู้ฝึกมีความก้าวหน้าจะเริ่มเข้ามารบกวน ขัดขวาง จิตที่กำลังสงบอยู่ก็อาจถูกขัดด้วยเสียงกระทบเช่น อาจะมีตุ๊กแกจับแมลงแล้วเอาตัวแมลงฟาดกับผนัง ตามปกติไม่อาจทำให้ผู้ฝึกตกใจได้ แต่ในจังหวะนี้เสียงแค่นี้ก็ก่อให้เกิดเสียงดังจนเกิดแสงกระจายซับขึ้นจนอกสั่นขวัญแขวนได้ เหล่านี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้

ดังนั้น ในการฝึกจิตของสำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทั้งหลายจึงกำหนดให้สมาทานกรรมฐานก่อนการทำกรรมฐานทุกครั้ง

นั่น ไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการสร้างเกราะคุ้มกันให้กับผู้ฝึก เพราะในบทสมาทานกรรมฐานจะมีการระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย นี่เพื่อคุ้มครองจิตของผู้ฝึกนั่นเอง จึงอย่าละเลยที่จะสมาทานกัน เพราะทันทีที่สมาทานพระกรรมฐาน นั่นคือบทคุ้มกันภัยให้กับผู้ฝึกเทวดาอารักษ์ที่อยู่ที่นั่นจะช่วยป้องกันเภทภัยที่จะพึงมีให้

สรุป อารมณ์กรรมฐานในระดับอุปจารสมาธิ สมาธิในระดับเฉียดฌาน

วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข

จะขาดแค่ความตั้งมั่นในอารมณ์ฌาน คือเอกัคคตารมณ์ จิตในขณะนี้จึงยังเลื่อนลอย ยังเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ แต่เมื่อเพื่อความสม่ำเสมอในการฝึกมากครั้งขึ้น จนจิตมึกำลังเต็มที่ รวมตัวตั้งมั่นได้เต็มกำลังของปฐมฌาน ผู้ฝึกจะรู้ได้ด้วยตนเองว่าได้เข้าถึงสมาธิระดับปฐมฌานแล้วในขณะเอกัคคตาเกิดขึ้นนั่นเอง

วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัคคตา นี่คืออาการของปฐมฌาน