
เชียงรายทุกวันนี้กลายเป็นเมืองที่ได้รับความสนใจจากเพื่อนบ้านทั่วทุกมุมโลกไปแล้ว มันเป็นไปตั้งแต่เมื่อไหร่?ไม่อยากจำ…จำให้ได้เพียงว่าเราจะไม่ถูกลืมจากคนที่ห่วงใยเราก็พอ
แต่ก่อนแต่ไรเราพยายามกันแทบตาย หวังจะกลายเป็นจังหวัดต้นๆที่เขานึกถึง
อยากเป็นจังหวัดที่ได้รับความสนใจ โดยพยายามอวดของดีๆที่มีอยู่ ไม่ว่าภาพอันสวยงามในหลายๆท้องที่ หรือที่เรียกกันว่า“แหล่งท่องเที่ยว” ไม่ว่าสภาพอากาศที่แตกต่างจากหลายจังหวัด เพราะเรามีความหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว ที่อาจพูดได้ว่าหนาวกว่าจังหวัดเพื่อนบ้านใกล้เคียงเป็นไหนๆ
เพราะทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีและสมบูรณ์กว่า
อีกทั้งความหนาแน่นของผู้คนที่อาศัยในพื้นที่เขตเมือง ที่ไม่มากมายนัก ไม่มีสภาพโรงงาน โรงแรม อุตสาหกรรมต่างๆ โรงแรมที่พักก็ไม่มากมายจนเกินไป การปล่อยไอเสียจากโรงงาน ความร้อนจากเครื่องปรับอากาศ หรือยานยนต์ที่มากตามปริมาณคนที่อาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น ดังกล่าว
เมื่อแผ่นดินต้องกลายเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนที่มากมาย สภาพเก่าๆเดิมๆที่จำเป็นต้องหายไปเป็นธรรมดา คือ ต้นไม้ คูคลอง หนองน้ำ และรวมไปถึงเสียงวิหคนกกา จั๊กจั่นเรไรที่เคยเจื้อยแจ้วบนต้นไม้เล็กใหญ่ เสียงกบเขียดตามคลองบึง…มันค่อยๆหายไป
และเมื่อแสงสีเสียงก้าวเข้ามาตามตรอก ซอก ซอย ความเป็นชีวิตพื้นบ้านก็หายไปด้วย !
มีนกพิราบมาแทนเป็นบางจุดที่ผู้คนชอบโปรยข้าวให้กิน และนกนางแอ่นที่ตกค่ำก็บินมาเกาะคอนนอนตามสายไฟฟ้า ในบางสายถนน และพากันขี้ราดกราดเกลื่อนไว้บนฟุตบาทริมถนน
คนค้าขายเปิดร้านตอนเช้า นอกจากกวาดบ้านแล้ว ยังต้องล้างขี้นกหน้าบ้านไปด้วย !!
เหล่านี้คือความเปลี่ยนแปลงไปในสังคมเมือง
ทุกวันนี้เรามีงานสถาปัตย์แบบกะรุ่งกะริ่งให้เห็นในทุกสายถนน นั่นคือร้านกาแฟ ที่คนยุคนี้ลงทุนกันแบบแทบไม่ต้องคิด กาแฟกินได้ไม่ได้แค่มีร้านสวย มุมสวยให้ถ่ายรูปได้ก็พอ…ไปร้านกาแฟด้วยชุดสวยหรูแต่ไม่ต้องรู้จักรสชาดกาแฟ ขอแค่ถ่ายรูปแล้วโพสต์ในลีลาที่เริดที่สุดเท่าที่คิดได้-พอแล้ว
ค่ากาแฟแก้วนึงแพงกว่าข้าวราดแกงจานนึง…คำพูดเก่าๆนี้ไม่มีใครคิดกันแล้ว !!
มักมีคนพูดให้ได้ยิน ไม่ว่าวันก่อนหรือวันนี้ ว่าเชียงใหม่เมืองน่าเที่ยวก็จริง แต่เมืองน่าอยู่อาศัยกว่าต้องเชียงราย…น่าจะมาจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้
……….
มาถึงวันนี้ มุมมองใหม่ที่เราได้รับความสนใจจากเพื่อน จากญาติ หรือคนรู้จักที่อยู่ไกลในจังหวัดต่างๆ เขาให้ความสนใจเมืองเชียงรายเราเสมอๆ มีเสียงถามไถ่ถึงความเป็นอยู่ ส่งความห่วงใยกันไม่เว้นแต่ละครั้งแต่ละวัน
เราภูมิใจที่เคยเป็นศูนย์รวมน้ำใจจากผู้คนทั่วโลก คราวที่ 13 หมูป่าตืดถ้ำขุนน้ำนางนอน
ได้เห็นการหลอมรวมน้ำใจจากคนทุกระดับชนิดที่ไม่เคยมีในพื้นที่ไหนๆ ได้เห็นคนเลิกทะเลาะกันเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง เห็นความสามัคคี เห็นความสุขจากทุกคน จนคิดเลยเถิดแบบบ้าๆบอๆว่า มันน่าจะเกิดขึ้นอีกและเกิดในช่วงนานๆ
เรามีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่แม่สาย…ซึ่งเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่มีน้ำใจจากทุกแหล่งไหลรวมมาช่วยเรา ช่วยกันแบบไม่ต้องร้องขอ ไม่คิดชีวิต เพียงแต่ให้คนในพื้นที่ก้าวพ้นวิกฤติที่รุนแรงนั้นไปให้ได้
แน่นอน มีคนคิดถึงเราห่วงใยเราเข้ามาอีกแล้ว !
ต่อมาเรามีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเขตเมืองเชียงราย ได้เห็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันแทบทุกหัวระแหง ทั้งคนในพื้นที่และมาช่วยเราจากจังหวัดต่างๆ หลังเหตุการณ์นั้นหลายคนได้คิดถึงการมีบ้านอยู่อาศัย ว่าในวันข้างหน้าจะมีเหตุเวียนมาให้น้ำตาตกกันอีกหรือเปล่า? บ้านริมแม่น้ำบางแห่งรู้สึกแหยงเมื่อฝนตกหนักและน้ำเหนือหลาก และมันพาเอาเหตุร้ายใหม่ตามมาคือ สารปนเปื้อนในแม่น้ำกก อันเกิดจากเหตุการทำเหมืองในเขตเพื่อนบ้านที่อยู่ต้นน้ำ จนทุกวันนี้ผู้คนก็ยังหาวางใจจากเรื่องนี้ได้ไม่ !!
และโรคประจำฤดูร้อนที่มาทุกปี…คือหมอกควันพิษ PM 2.5 ที่ครอบคลุมเมืองจนติดระดับมลพิษในอากาศไปในระดับโลก
แม้จะมีมาตรการสารพัดที่งัดออกมาห้าม เรื่องการเผาป่า เผาไร่เพื่อทำเกษตร จนถึงรางวัลนำจับสำหรับคนลอบเผา แม้กระทั่งเอารถดับเพลิงมาฉีดน้ำ ปล่อยฝอยละอองไปบนท้องฟ้าระยะสั้น ราวเล่นน้ำหลอกเด็ก-ก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้ เพราะถ้าเราไม่เผาเพื่อนบ้านมันก็เผา…ปีนี้เลยเลยพร้อมใจกันเผาทั้งเราและเขาเสียเลย !!
ใช่ ! เราไม่ถูกลืมอีกเหมือนเดิม โทรถาม ไลน์ถาม กันให้วุ่น ห่วงใยคนเชียงรายกันอย่างไม่รู้ลืม
แถมห่วงใยเพิ่มมาใหม่อีกด้วย…ว่าจะไปรดน้ำดำหัวใครก็ดูให้ดีๆ ว่าบ้านนี้มีผึ้งหลวงทำรังอยู่บ้างไหม? เดี๋ยวมันก็จะอาละวาดโฉบลงมาเล่นงาน เป็นได้นอนโรงบาลแทนบ้านนะแก !!
