วันอังคาร, 2 มิถุนายน 2569

คุยกับ… ดร.ปรีชา

08 พ.ค. 2026
16

  1. การเป็นภาระต่อครอบครัว ชุมชน และสังคม

ผู้สูงอายุเชื่อว่าการที่จะเป็นภาระต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมได้นั้น ประเด็นสำคัญที่สุดคือ “สุขภาพ” ถ้าผู้สูงอายุคนใดมีสุขภาพดี ก็จะสามารถช่วยตัวเองได้ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุได้แสดงความคิดเห็นว่า ปัญหาที่สำคัญมี 3 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ ด้านการดูแล และด้านการเงิน ผู้สูงอายุได้ให้เหตุผลด้านสุขภาพว่าถ้ามีอายุมากขึ้น ร่างกายและสุขภาพจะเสื่อมลงตามไปด้วย จะก่อให้เกิดภาระแก่ลูกหลานต้องรักษาเยียวยา ซึ่งก็สอดคล้องกับประเด็นด้านการดูแล เพราะผู้สูงอายุทั้งหลาย แม้จะไม่เจ็บป่วยก็ต้องดูแลเอาใจใส่เพราะผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพิงลูกหลานทั้งเวลาและทรัพย์สินเงินทอง ส่วนปัญหาสุดท้ายก็คือ ปัญหาด้านการเงิน เป็นภาระของลูกหลานเช่นกันที่ต้องจุนเจือ เลี้ยงดูทั้งในยามเจ็บป่วยและเวลาปกติ ถ้าครอบครัวใดยากจนมากก็ยิ่งเป็นปัญหามาก

 

  1. ความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้สูงอายุกับลูกหลาน

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุกับลูกหลานเป็นประเด็นในแง่การสื่อสารที่จะประสานความเข้าใจระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ หากมีการสื่อสารด้วยภาษาคำพูด และเนื้อหาเรื่องเดียวกันได้มากเท่าใดก็ย่อมทำให้มีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น โดยเฉพาะจะไม่มีปัญหาความขัดแย้ง ในเรื่องของความคิด ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุยังคงสามารถสื่อสารพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีบ้างที่ลูกหลานใช้คำพูด หรือคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ผู้สูงอายุฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ

 

  1. การถูกทอดทิ้ง

การถูกทอดทิ้งให้อยู่บ้านเลี้ยงหลาน ซึ่งเป็นประเด็นคำถามที่สำคัญและเป็นข้อสงสัยว่าผู้สูงอายุถูกลูกหลานละทิ้งให้เฝ้าบ้านเพียงลำพังนั้นจริงหรือไม่ การตีความจากภาพที่ปรากฏให้เห็นทั่วๆ ไปมักจะมองทางด้านลบว่าผู้สูงอายุถูกปล่อยให้อยู่โดดเดี่ยว อยู่ที่บ้านในช่วงเวลากลางวัน เป็นการถูกทอดทิ้ง ให้ผู้สูงอายุรับภาระดูแลบ้านเรือน และต้องรับผิดชอบเลี้ยงหลานเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุ เป็นการเอาเปรียบและใช้แรงงานผู้สูงอายุ ซึ่งควรจะเป็นวัยที่ไม่ต้องการมีภาระรับผิดชอบอีก ผลการสัมภาษณ์ปรากฏว่าผู้สูงอายุไม่คิดว่าตนถูกทอดทิ้งเพราะลูกหลานเพียงแต่ออกไปทำงานนอกบ้าน ถ้าไปทำงานที่ไม่ไกลจะเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับ ถ้าหากอยู่ต่างจังหวัดก็จะมาทุกสัปดาห์ ผู้สูงอายุมีความคิดว่าการที่จะให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันในบ้านในสมัยนี้เป็นไปไม่ได้เพราะทุกคนต้องหางานทำและประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ไม่ใช่ทำไร่ทำนา ถ้าอยู่ร่วมกันก็จะอดตาย เพราะไม่มีการจ้างแรงงานในชุมชน การจ้างแรงงานและแหล่งเงินทุนอยู่นอกหมู่บ้าน จึงเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ผู้สูงอายุต่างมั่นใจว่าลูกหลานจะไม่มีวันทอดทิ้งตนเองได้ เพราะเชื่อในผลกรรมที่ได้เลี้ยงดูกันมาเป็นอย่างดี ลูกหลานคงจะต้องตอบแทนบุญคุณแน่นอน

การเฝ้าบ้านเลี้ยงหลานเป็นความสมัครใจ และต้องการที่จะตอบแทนลูกหลานที่เอาใจใส่เลี้ยงดู ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใดๆ ซึ่งดีกว่าให้ผู้อื่นเลี้ยงดู นอกจากนี้ยังเป็นการแลกเปลี่ยนแรงงานกัน เพราะจะได้แบ่งเบาภาระของลูกๆ ที่ต้องทำงานหาเงิน การอยู่ลำพังอาจจะดูเหมือนเป็นการอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยความเป็นจริงการอาศัยอยู่ในชนบทจะเหมือนกับครอบครัวใหญ่ มีทั้งญาติ เพื่อน ผู้คนส่วนใหญ่ยังมีความห่วงใยให้ความช่วยเหลือกันดี จึงไม่มีความรู้สึกว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะสังคมหมู่บ้านเป็นสังคมเล็กๆ มีเพื่อนและนับญาติกันได้ ไม่เหงาและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ชาวบ้านต่างให้ความสนใจ เดินมาเยี่ยมเยียนกันทุกวัน แม้จะอยู่แต่ในบ้านก็มีเพื่อนบ้านแวะมาพูดคุยเสมอ ลักษณะเช่นนี้จึงพบว่าแทบทุกหมู่บ้านที่ได้เข้าไปศึกษาและจากการสังเกต คณะผู้วิจัยมั่นใจว่าการดำเนินชีวิตในชนบทเช่นนี้นับว่าผู้สูงอายุมีความสุขระดับหนึ่งที่ไม่ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ความเป็นชนบทช่วยทำให้วิถีชีวิตของผู้สูงอายุมีความหมายและไม่ทนทุกข์ทรมานจากการมีสถานภาพเป็นผู้สูงอายุ

 

  1. ค่านิยมของสังคมไทยต่อผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุส่วนมากเชื่อว่าตนเองนั้นมีคุณค่าเพราะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ที่ยาวนาน การเป็นผู้สูงอายุย่อมมีคุณโยชน์แก่ลูกหลาน เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ผ่านโลกและได้เป็นผู้สร้างสังคมให้แข็งแกร่งมาจนทุกวันนี้ ผู้สูงอายุต่างมั่นใจในตัวเองว่าผลงานที่ปลูกฝังคุณค่าและเป็นผู้ผลิตมาตั้งแต่อดีตเป็นผลงานที่ทำให้เกิดลูกเกิดหลานมาจนถึงปัจจุบัน การสร้างคุณประโยชน์นี้เองที่ทำให้ผู้สูงอายุยังมีความหมาย เป็นที่เคารพยกย่องในปัจจุบัน คุณความดีที่ได้สั่งสมมาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้สูงอายุต่างได้รับการยอมรับ

ผู้สูงอายุบางกลุ่มกลับมองว่า “คุณค่า” ของการเป็นผู้สูงอายุเริ่มลดลงเรื่อยๆ ยิ่งถ้าไม่ทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัว ลูกหลานอาจไม่ให้เกียรติ ไม่ให้ความเคารพ เพราะผู้สูงอายุเป็นผู้บริโภค ถ้ามีลูกหลานที่ไม่ดีก็ยิ่งจะถูกลดคุณค่า เพราะไม่สำนึกในบุญคุณและมองข้ามคุณความดีในอดีต การที่ผู้สูงอายุกล่าวเช่นนี้เป็นเพียงความคิดเห็นในทางลบ ซึ่งพบเป็นส่วนน้อย

ผู้สูงอายุได้เสนอว่าการจะมีคุณค่าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำหรือการปฏิบัติตัว ถ้าทำตัวดีก็จะเป็นที่เคารพนับถือของลูกหลาน ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำตัวเป็นคนจู้จี้ พูดจาไม่มีแก่นสาร หรือมีพฤติกรรมในทางไม่ดี เช่น กินเหล้า คบคนหนุ่ม เกะกะเกเร ก็จะไม่มีใครให้ความเคารพยำเกรง คุณค่าของการเป็นผู้สูงอายุก็หมดไปด้วย

ในสังคมปัจจุบันที่เป็นสังคมทุนนิยม ผู้สูงอายุบางกลุ่มเชื่อว่าความมั่งมี ทรัพย์สินเงินทอง ทำให้ผู้สูงอายุมีคุณค่า ผู้ที่มีสมบัติมากๆ ลูกหลานจะเกรงใจและแสดงออกโดยเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะหวังทรัพย์สินเงินทอง คุณค่าในกรณีเช่นนี้จึงเป็นเรื่องจอมปลอด ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อลูกหลานได้ทรัพย์สินหรือมรดกไปแล้วกลับทอดทิ้งไม่สนใจผู้สูงอายุอีกต่อไป กรณีดังกล่าวเช่นนี้ แม้ว่าจะไม่เกิดขึ้นในหมู่บ้านที่ได้ศึกษาแต่ก็มีตัวอย่าง ซึ่งผู้สูงอายุต้องระมัดระวังที่จะไม่ยกทรัพย์สินให้ลูกหลานในขณะที่มีชีวิตอยู่ ผู้สูงอายุอีกกลุ่มหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นต่อคุณค่าของสังคมต่อผู้สูงอายุได้เน้นที่พฤติกรรมของแต่ละคน คุณค่าอยู่ที่จิตใจของคนอื่น หรือจากภายนอกที่จะเป็นผู้ประเมินเอง เพราะแต่ละคนจะมีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน

มีผู้สูงอายุเพียง 11 รายที่ตอบว่าการเป็นผู้สูงอายุไม่มีคุณค่า โดยให้เหตุผลคือ ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ทำงานไม่ได้ ไม่ได้เป็นผู้ผลิต หาเงินเลี้ยงลูกหลานไม่ได้ ไม่มีทรัพย์สิน ไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัว และอายุมากขึ้นๆ นับเป็นประเด็นและสาเหตุที่ไม่คิดว่ามีคุณค่า การกล่าวเช่นนี้เป็นการกล่าวแบบลดคุณค่าของตนเอง ทั้งนี้ก็เพราะผู้สูงอายุบางคนไม่ได้รับการดูแลจากลูกหลาน มีฐานะยากจน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้สูงอายุคนอื่นๆ จึงมีความด้อยกว่า

 

  1. ศักดิ์ศรีของการเป็นผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุเกือบทุกคนเชื่อว่าการเป็นผู้สูงอายุ “มีศักดิ์ศรี” เพราะมนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรี มีความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ นอกจากการเป็นมนุษย์แล้วศักดิ์ศรีที่สำคัญมีองค์ประกอบคือ การมีพฤติกรรมดี การทำตัวให้เป็นประโยชน์ มีศีลธรรม ส่วนผู้สูงอายุที่ไม่มีศักดิ์ศรีนั้น ผู้สูงอายุได้ให้เหตุผลว่าสังคมปัจจุบันนับถือยกย่องกันที่ความร่ำรวย คนยากจน ผู้ที่ไม่มีรายได้ จึงเป็นคนที่สังคมเห็นว่าไม่มีศักดิ์ศรี ขาดอำนาจต่อรอง ต้องพึ่งพิงผู้อื่นตลอด นอกจากนี้ปัญหาสุขภาพร่างกายก็เป็นตัวกำหนดการไร้ศักดิ์ศรีด้วย เพราะไม่สามารถทำงานได้อย่างคนหนุ่มสาว

การขอให้ผู้สูงอายุสะท้อนความคิดจากตัวเองที่มีทิศทางแนวบวกเช่นนี้ทำให้มีความมั่นใจว่า สถานภาพและบทบาทในสังคมของผู้สูงอายุยังคงดำรงอยู่และยิ่งจะมีความชัดเจนที่สังคมไทยยังให้ความเคารพยกย่อง การสัมภาษณ์แบบลึกช่วยให้เห็นภาพที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่กำลังดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า