วันอาทิตย์, 19 เมษายน 2569

เวทีเปิดใช้งานระบบการเฝ้าระวังและตอบสนองประเด็นปัญหาสุขภาพโดยชุมชน : Community-led Surveillance and Preparedness (CLSP) ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

07 ก.ย. 2023
565

เวทีเปิดใช้งาน ระบบ “การเฝ้าระวังและตอบสนองประเด็นปัญหาสุขภาพโดยชุมชน : Community-led Surveillance and Preparedness (CLSP) ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย วันที่ 5 กันยายน 2566 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านพญาไพร ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

สถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (Institute of HIV Research and Innovation: IHRI) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดตัวระบบ “การเฝ้าระวังและตอบสนองประเด็นปัญหาสุขภาพโดยชุมชน หรือ Community-led Surveillance and Preparedness (CLSP)” โดยระบบดังกล่าวเป็นกลไกการเฝ้าระวังและจัดการโรคอุบัติใหม่หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ของชุมชน ซึ่งดำเนินการโดยชุมชนเอง ระบบ CLSP นี้ ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (United States Agency for International Development: USAID) ผ่านโครงการ EpiC ประเทศไทย และได้รับการหนุนเสริมด้านวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ระบบ CLSP พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์การจัดการการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยมีชุมชนเป็นผู้ออกแบบระบบ ตลอดจนดำเนินงานด้วยชุมชนเอง ซึ่งการรับมือต่อโควิด-19 นั้น ความเข้มแข็งและความพร้อมของชุมชนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนนั้น ๆ ผ่านวิกฤติ และเกิดผลกระทบน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ ความพร้อมของชุมชนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่อื่น ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันและการควบคุมโรคจนมั่นใจได้ว่าประชาชนและชุมชนได้รับการป้องกันและปลอดภัยจากการคุกคามทางสุขภาพอย่างมีประสิทธิผล ดังนั้น สถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี จึงได้ถอดบทเรียนร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิรักษ์ไทยในโครงการกองทุนโลก ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการดำเนินงานด้านเอชไอวี วัณโรค และโรคที่เกี่ยวข้อง และได้เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินงานตรวจคัดกรองและดูแลรักษาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มาตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ร่วมกันจัดตั้งโครงการ “พัฒนากลไกการเฝ้าระวังและความพร้อมตอบสนองประเด็นปัญหาสุขภาพโดยชุมชน หรือ Community-led Surveillance and Preparedness (CLSP)” และวางแผนขยายผลรูปแบบ CLSP ไปใช้ในพื้นที่ชายแดนซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดการระบาดของโรคอุบัติใหม่

ระบบ CLSP มีแผนนำร่องใน 3 จังหวัด ได้แก่ สงขลา เชียงราย และกรุงเทพฯ โดย ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องในจังหวัดเชียงราย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งของภาคีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มีประสบการณ์การดำเนินงานในการรับมือกับโควิด-19 ในชุมชน รวมทั้งอัตราชุกของปัญหาด้านสุขภาพสูง โดยองค์กรภาคประชาสังคมที่เป็นผู้นำในการดำเนินการ ได้แก่ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย และเครือข่ายอาสาสมัครชุมชนเทอด จะประสานความร่วมมือกับภาครัฐ เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 1 สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่ฟ้าหลวง ปศุสัตว์อำเภอแม่ฟ้าหลวง โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง องค์การบริหารส่วนตำบลเทอดไทย  และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านพญาไพร

จุดเด่นของ “ระบบการเฝ้าระวังและตอบสนองประเด็นปัญหาสุขภาพโดยชุมชน หรือ Community-led Surveillance and Preparedness (CLSP)” ประกอบด้วย

  1. อาสาสมัครในชุมชนได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถในการรับมือและจัดการกับการเกิดโรคระบาดหรือประเด็นสุขภาพในชุมชน ไม่ตื่นตระหนกและหวาดกลัวจนเกิดการเลือกปฏิบัติ หรือรังเกียจในชุมชน
  2. มีเว็บแอปพลิเคชันที่อาสาสมัครในชุมชนสามารถใช้เพื่อแจ้งเหตุจากชุมชนไปยังหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ได้แบบทันท่วงที (real time) เพื่อให้เกิดการจัดการควบคุมการเกิดโรคภายใน 24 ชั่วโมง
  3. ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้รองรับการแจ้งเหตุและจัดการตอบสนองต่อประเด็นสุขภาพที่เกิดขึ้นในชุมชนได้ทุกโรค
  4. ชุมชนสามารถใช้ข้อมูลมาวางแผนการดำเนินงาน และประกอบการตัดสินใจในเชิงนโบบาย ตลอดจน ใช้สื่อสารกับประชาชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จนกว่าประเด็นสุขภาพหรือโรคระบาดนั้น ๆ จะได้รับการแก้ไขหรือควบคุมได้
  5. ข้อมูลที่แจ้งเหตุและการจัดการระหว่างชุมชนและหน่วยงานภาครัฐจะถูกบันทึกในเว็บแอปพลิเคชัน และสามารถสรุปข้อมูลมาประเมินและติดตามการดำเนินงานได้

คุณบุญธรรม ลาชี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านพญาไพร กล่าวว่า การที่ชุมชนสามารถเป็นทีมเฝ้าระวังและจัดการเมื่อเกิดโรคหรือมีปัญหาสุขภาพขึ้นในชุมชนด้วยตัวของชุมชนเองนี้ จะมีประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับปฐมภูมิเป็นอย่างมาก เป็นการขยายการดูแลสุขภาพจากโรงพยาบาลลงสู่ชุมชน ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและชุมชน และรับมือกับการเกิดปัญหาสุขภาพได้ อีกทั้งยังจะช่วยลดผลกระทบต่อสังคม ระบบเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขในระยะยาว การติดตามและถอดบทเรียนอย่างเป็นระบบเพื่อนำไปขยายผลในพื้นที่และจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป มีความสำคัญอย่างยิ่ง

คุณอนุชา มอพ่า ผู้ประสานงานโครงการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นผู้แทนภาคชุมชนที่ร่วมดำเนินการในโครงการฯ ให้ข้อคิดเห็นว่า กลไกและระบบดูแลสุขภาพของชุมชนที่ให้บทบาทชุมชนเป็นผู้เฝ้าระวังของจัดการดูแลได้เองนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านได้ตรงจุดและรวดเร็วที่สุด เพราะชุมชนจะเป็นผู้ที่รู้ปัญหาของชุมชนดีที่สุดและรู้ว่าควรเริ่มที่จุดไหน จึงมีประโยชน์ต่อประชาชนในชุมชนมาก

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า