
ในปี พ.ศ.2554 ได้เกิดเหตุการ์ณแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่โทโฮกุในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประเทศไทยเองก็ประสบอุทกภัยน้ำท่วมรุนแรงเช่นเดียวกัน โดยทั้งญี่ปุ่นและไทยต่างก็ได้ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกครั้งที่เจอวิกฤต โดยมีการสานความสัมพันธ์อันดีที่แน่นแฟ้นมาโดยตลอด และในวิกฤตโรคติดต่อครั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นยินดีให้ความร่วมมือแก่ประเทศไทยอย่างเต็มที่เพื่อฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับมาดีขึ้นกว่าเดิม (build back better)
ในครั้งนี้ประเทศญี่ปุ่นได้เร่งสนับสนุนประเทศไทยในการรับมือกับวิกฤตโควิด-19โดยเร็วที่สุด ดังนี้ การบริจาควัคซีน, การเตรียมความพร้อมระบบลูกโซ่ความเย็นที่จำเป็นต่อการจัดเก็บและการขนส่งวัคซีน, การส่งเสริมระบบการตรวจหาเชื้อและการพัฒนายารักษาโรคให้ประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิด-19 อยู่ในขณะนี้
โดยมาตรการความร่วมมือและการสนับสนุนหลัก
การบริจาควัคซีนแอสตร้าเซเนก้า (ประมาณ 1,050,000 โดส) วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564 มีมติคณะรัฐมนตรี ให้มีพิธีลงนามหนังสือแลกเปลี่ยน (Exchange of Notes) และในวันที่ 9 กรกฏาคม พ.ศ. 2564 วัคซีนจากญี่ปุ่นได้จัดส่งมาถึงประเทศไทย โดยทำพิธีส่งมอบวัคซีนในวันที่ 12 กรกฏาคม พ.ศ. 2564
ความร่วมมือทวิภาคีเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังไวรัสและการตรวจหาเชื้อ รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนายารักษาโรค (จำนวนเงิน 5,500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญและส่งมอบอุปกรณ์ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์หาเชื้อ, การเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส และการเพิ่มศักยภาพในการควบคุมคุณภาพของวัคซีน (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข) เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยทางด้านการพัฒนาแอนติบอดี เพื่อพัฒนายารักษาโควิด-19 (ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยแอนติบอดี, มหาวิทยาลัยมหิดล) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการตรวจหาเชื้อ และการวินิจฉัยโรค รวมทั้งโควิด-19 ด้วยเช่นกัน (สถาบันบำราศนราดูร)
ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศในประเทศไทย (จำนวนเงิน 12,250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ให้การสนับสนุนพัฒนาในการปรับปรุงยกระดับห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยเพื่อการทดลองและวิจัยโรคติดต่อของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข (โดยจัดสรรงบประมาณผ่าน WHO จำนวน 11,500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักในการตรวจหาเชื้อไวรัสรวมถึงตรวจหาเชื้อโควิด-19, การวิจัยเกี่ยวกับการตรวจและการรักษาโรค, การพัฒนาวัคซีน รวมทั้ง การพัฒนาบุคลากร ทั้งยังให้การสนับสนุนเพื่อการเตรียมความพร้อมระบบลูกโซ่ความเย็นที่จำเป็นต่อการจัดเก็บและการขนส่งวัคซีน (อุปกรณ์สำหรับเก็บรักษาความเย็นหรืออุปกรณ์ที่ใช้วัดอุณหภูมิ ฯลฯ) (มอบเงินแก่ UNICEF จำนวน 750,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น-อาเซียน ญี่ปุ่นมอบเงินสนับสนุนจำนวน 50,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในการจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือต่อภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ รวมทั้งด้านการตรวจโรค ทั้งนี้ ทางญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมือกับไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์ในภูมิภาคนี้อย่างเต็มที่อีกด้วย
