วันจันทร์, 14 กันยายน 2569

คนจนตัวจริง : คนจนตัวปลอม

03 ส.ค. 2026
39

 

เกิดเป็นคนไทยนี่นับว่ายังดีกว่าเกิดเป็นคนประเทศอื่นอีกหลายๆประเทศ คือยังได้รับการดูแลเรื่องสวัสดิการ ความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิต เป็นความใส่ใจจากรัฐสู่ประชาชนผู้ด้อยโอกาส หรือกลุ่มคนที่รัฐเรียกว่า“คนจน”

จึงมีโครงการช่วยเหลือออกมาตามระยะ คือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส

        บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ถูกเรียกง่ายๆว่า “บัตรคนจน”

        โครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือที่มาจากโครงการคนละครึ่ง ที่ทำเอาฮือฮามาตั้งแต่เริ่มแรก

เอาเถอะ !! แม้บรรดาผู้เก่งกาจทางเศรษฐกิจได้ออกมาอวดอ้างฤทธา ว่าวิธีการเช่นนี้มันไม่ใช่การแก้ปัญหาความยากจนของพลเมืองประเทศที่ยั่งยืน ถูกหลักถูกวิธี แต่มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้ได้รับแต่แรงลมปากแทนข้าวสารไปกรอกหม้อ !!

เงินสามร้อย ห้าร้อย หรือพันบาท มันมีความหมายต่อผู้มีรายได้น้อยเสมอ เพราะไม่เช่นนั้นเราคงไม่ได้เห็นน้ำตาของคนจนที่ถูกตัดสิทธิ์ รายแล้วรายเล่า ผ่านทางหน้าจอทีวีหรือโลกออนไลน์เป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา จนรัฐต้องออกมายอมรับในข้อบกพร่องของการทำงาน มีการสั่งสำรวจใหม่ และเปิดให้ยื่นอุทธรณ์กันไปตามระยะเวลาที่ประกาศไปแล้ว

จะไม่ให้ร้องห่มร้องไห้กันได้ไง? ลองมาดูสิทธินั้นกันหน่อยปะไร !!๕

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ได้สิทธิอะไรบ้าง ? ผู้ผ่านเกณฑ์คัดกรองจะได้รับสิทธิสวัสวงเงินดิการเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ดังนี้

-วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้าฯ และร้านที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด 300 บาท/คน/เดือน

-ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/เดือน

-ค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ(8 ประเภท ไม่จำกัดวงเงินตามประเภทรถ) 750 บาท/คน/เดือน

-ค่าไฟฟ้า 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน

-ค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน

รายละเอียดที่น่ารู้เพิ่มเติม คือ วงเงินค่าเดินทาง 750 บาทนั้นใช้ได้กับ รถขสมก. รถบขส.รถไฟฟ้าBTS/MRT

รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน รถไฟ รถเอกชนร่วม ขสมก. รถสองแถวรับจ้าง และเรือโดยสารสาธารณะ

ส่วนค่าไฟฟ้า หากใช้เกิน 315 บาทต้องรับภาระค่าไฟเองทั้งหมด

ค่าน้ำประปา หากใช้เกิน 100 บาทแต่ไม่เกิน 315 บาท ยังได้รับอุดหนุน 100 บาท จ่ายเฉพาะส่วนเกิน แต่ถ้าใช้เกิน 315 บาทต้องรับภาระเองทั้งหมด

ทีนี้เรามาดูกันต่อ…ว่าที่มันโกลาหลกันมาเป็นเดือน กรณีคนจนตัวจริงไม่ได้รับบัตรคนจน ชาวบ้านบางรายลำบากแสนสาหัสกลับถูกตัดสิทธ์ การคัดกรองของรัฐไม่ได้ลงในเชิงลึกพอ หรือยังมีความไม่ถูกไม่ควร มีกฏเกณฑ์หยุมหยิมผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ทำให้ตายายพิการบางคนชวดสิทธิในครั้งนี้ ไหนยังมีเรื่องเป็นเจ้าของรถเก่า มีเรื่องลูกใช้สิทธิพ่อแม่ลดภาษี ฯลฯ

ก็เลยมีการรื้อกันขึ้นมาใหม่อีกรอบ…ก็เพราะทำงานกันอย่างนี้ เสียงก่นด่าท่ามกลางหยดน้ำตา จึงระงมมาทั่วสารทิศ !!

ทางสำนักนายกรัฐมนตรี ออกโรงชี้แจงถึงเสียงสะท้อนของประชาชนว่ายังมีผู้เดือดร้อนจำนวนหนึ่งและไม่ผ่านการคัดกรอง มีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่นผู้ที่มีชื่อครอบครองรถเก่าที่หมดสภาพใช้งานแล้ว แต่ยังมีข้อมูลค้างในทะเบียน หรือผู้ที่กำลังศึกษาต่อเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งหลักเกณฑ์ปัจจุบันยังไม่สะท้อนภาพความอยู่ที่แท้จริง

“ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหารัฐ หรือรอการอุทธรณ์ แต่หน่วยงานของรัฐต้องเป็นฝ่ายเข้าหาประชาชน ลงพื้นที่ค้นหา รับฟัง และแก้ปัญหาเชิงรุก เพื่อไม่ให้ผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือ ต้องหลุดจากระบบ…”นี่เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำออกมา

-กระทรวงมหาดไทย ต้องบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานในพื้นที่ เร่งสำรวจผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรอง

-กรมการขนส่ง ต้องเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนรถให้เป็นปัจจุบัน พร้อมลดภาระประชาชนในการจำหน่ายทะเบียน หรือยกเลิกทะเบียนรถที่หมดสภาพใช้งาน

-กระทรวงการคลัง ต้องเร่งทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิ์ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และสภาพความเดือดร้อนในปัจจุบัน ตรวจสอบหลักเกณฑ์ที่อาจทำให้ผู้สมควรได้รับสิทธิ“หลุดจากระบบ” และเสนอแนวทางปรับปรุงต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว

  ดูเหมือนว่าจากวันนี้ไป“คนจนตัวจริง”ที่ตกสำรวจไปสองล้านกว่าคน จะมีความหวังขึ้นแล้ว ขณะเดียวกัน“คนจนตัวปลอม”จะได้หลุดจากระบบที่เป็นจริงเสียที !!