วันจันทร์, 21 กันยายน 2569

คุยกับ… ดร.ปรีชา

03 ส.ค. 2026
80

 

  1. ตุง : ความหมายและความสำคัญ

ล้านนา เป็นชื่ออาณาจักรโบราณที่มีอาณาบริเวณอยู่ในแถบภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย รวมไปถึงพื้นที่ของแคว้นสิบสองปันนา ประเทศจีน และบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ประเทศพม่า รวมทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ของฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง ประเทศลาว ซึ่งประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณ  ดังกล่าว เรียกตนเองว่า “ชาวล้านนา” ประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่มีสังคมและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน โดยมีรากฐานมาจากพุทธศาสนา ซึ่งชาวล้านนานับถือมาเป็นเวลานานนับพันปี ดังนั้นขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ จึงมีรากฐานมาจากความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยผ่านการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความศรัทธาอันสูงสุดของชาวล้านนาที่มีต่อพุทธศาสนา

“ตุง” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเคารพรักและบูชา ที่ชาวล้านนาประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องบูชา สักการะและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ตามประเพณีของชาวล้านนา “ตุง” ซึ่งเป็นสื่อกลางระหว่างคนกับความเชื่อชาวล้านนาจึงถวายตุงเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือเป็นการถวายเพื่อเป็นปัจจัยส่งกุศลผลบุญให้แก่ตนไปในชาติหน้า ด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อตายไปแล้วจะได้เกาะยึดชายตุงขึ้นสวรรค์พ้นจากนรก ดังนั้นชาวล้านนาจึงทำตุงขึ้นเพื่อใช้ในพิธีต่างๆ ทางพุทธศาสนา ทั้งงานมงคลและงานอวมงคลต่าง ๆ แตกต่างไปตามความเชื่อและพิธีกรรม

มนุษย์ก่อนยุคประวัติศาสตร์ จะมีความเชื่อถือยึดแน่นกับเทพเจ้า ภูตผีปิศาจและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธงจึงได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นสื่อกลาง เพื่อใช้ ในการติดต่อระหว่างคนกับสิ่งศักดิ์ทั้งหลายรวมทั้งระหว่างคนกับคนด้วยกันเอง

ต่อมารูปแบบของธงได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามความเชื่อดั้งเดิมของคนกลุ่มนั้นๆ อิทธิพลทางศาสนา การเมือง และการค้าได้เข้ามามีบทบาท ต่อการเปลี่ยนแปลงของธงด้วยในเรื่องความเป็นมาของตุงนั้นมีเรื่องเล่าว่า

ครั้งหนึ่งพวกมารปิศาจได้ขึ้นไปก่อกวนเทวดาบน สรวงสวรรค์ ทำให้เหล่าเทวดาตกใจกลัวเป็นอย่างมาก เจ้าแห่งสวรรค์จึงได้สร้างตุงขึ้น แล้วบอกให้พวกเทวดามองดูตุงทุกครั้งที่เกิดความหวาดกลัว เมื่อมองดูตุงแล้วความกล้าหาญฮึกเหิมจะเข้ามาแทน ครั้นเหล่าอสูรขึ้นมาบนสวรรค์อีก พวกเทวดาหาได้เกิดความกลัวไม่ ตรงกันข้ามเมื่อมองดูตุงแล้วก็สามารถขับไล่เหล่ามารร้ายจากสวรรค์ได้

ส่วนชาวไทลื้อมีคติความเชื่อเกี่ยวกับอานิสงส์ของการทานตุงอยู่มาก มีตำนานที่เล่าขานกันสืบต่อมาและปรากฏในคัมภีร์ใบลาน ตลอดจนในคำขับ ของชาวไทลื้อสิบสองปันนา เรื่อง กาเผือก เนื้อหาของตำนานเรื่องนี้มีชื่ออีก อย่างหนึ่งว่า ตำนานพระเจ้าห้าตน ซึ่งเล่าสืบต่อกันมาเป็นทอดๆ หลายชั่วอายุคน โดยตำนานมีอยู่ว่า มีกาเผือกคู่หนึ่งออกไข่มา 5 ฟอง อยู่บนต้นไม้เมื่อเกิดลมพายุ ไข่ทั้งหมดพลัดตกลงมาไปแต่ละแห่ง ครั้นพ่อแม่กาเผือกกลับมาไม่เห็นไข่ ของพวกตนทำให้เกิดความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง จนตรอมใจตายไปอยู่บนสวรรค์ ไข่ทั้งห้าฟองต่างถูกไก่ เต่า พญานาค โค และคนซักผ้านำไปเลี้ยง จนเติบโตเป็นชายหนุ่มทั้งห้าคน ต่างคนต่างก็มีจิตใจอยากบวช จึงบวชจนสำเร็จได้ญาณและมาพบกันทั้งหมดโดยบังเอิญ ทั้งห้าองค์มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่ให้กำเนิดจึงได้สร้างตุงถวายอุทิศให้ กกุสันธะซึ่งไก่เป็นผู้เลี้ยงสร้างรูปไก่ โกนาคมนะซึ่งนาคเป็นผู้เลี้ยงทำเป็นรูปนาค กัสปะซึ่งเต่าเป็นผู้เลี้ยงทำเป็นรูปเต่า โคตมะซึ่งวัวเป็น ผู้เลี้ยงทำเป็นรูปวัว และอริยะเมตรัยซึ่งคนซักผ้าเป็นผู้เลี้ยงทำเป็นค้อนสำหรับ   ทุบผ้า เป็นเครื่องหมายถึง คนซักผ้า เมื่อสร้างตุงเสร็จแล้ว ก็ทำถวายอุทิศ  แต่ไปไม่ถึงบิดามารดาผู้ให้กำเนิด กาเผือกจึงต้องมาบอกให้ทำประทีปเป็น รูปตีนกาจุดไฟจึงจะส่งอุทิศไปถึง ตุงสมัยก่อนของชาวเหนือ จึงมีความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้าทั้งห้าองค์ การทำตุงถวายจึงเปรียบเสมือนตัวแทนสักการะของการแผ่บุญกุศล กตัญญูกตเวทีไปถึงผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว

โดยเราอาจเห็นส่วนประกอบของตุงที่แทนความหมายพระพุทธเจ้าทั้งห้าองค์   ดังนี้ รูปไก่และส่วนบนของตุงแทนไก่หรือพระกกุสันธะ รูปนาค คือ ส่วนลำตัว ที่ยาวของตุงและใบไฮแทนนาคหรือพระโกนาคมนะ ลวดลายต่าง ๆ เป็นตารางเกล็ดเต่าหรือ สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแทนเต่าหรือพระกัสปะ หมากตาวัวหรือ รูปกลม ๆ ประดับตุงหมายถึงตาวัวแทนวัว หรือพระโคตมะ และหัวตุง คือไม้ซักผ้าแทนคนซักผ้าหรือพระอริยะเมตรัย

ชาวล้านนา เชื่อว่าผลดีในการถวายตุง หรืออานิสงส์ในการถวายธงปฎากนี้ ปรากฏในคัมภีร์ใบลานชื่อสังขยาโลกจารึกด้วยตัวอักษรธรรมล้านนา มีภิกษุรูปหนึ่งได้ไปเห็นไม้ตายแห้งท่อนหนึ่งมีลักษณะยาวงามดีมาก ท่านก็นึก   ที่จะเอาต้นไม้ไปทำเป็นเสาตุงบูชาไว้ในวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่ แต่บังเอิญท่านมีอันเป็นลมปัจจุบันถึงแก่มรณะภาพลงไปทันทีก่อนที่วิญญาณของท่าน จะออกจากร่างท่านจิตประหวัดถึงแต่ไม้ท่อนนั้น จึงทำให้ต้องไปปฏิสนธิ เป็นตุ๊กแกอาศัยอยู่ที่ไม้ท่อนนั้นได้รับทุกขเวทนาเป็นเวลานาน ท่านจึงดลใจให้ชาวบ้านทราบว่า เวลานี้ท่านได้มาเกิดเป็นตุ๊กแกอาศัยอยู่ที่ไม้ต้นนั้น หากพวก ชาวบ้านมีศรัทธาอยากจะให้ท่านพ้นจากกองทุกข์ ก็ขอให้สร้างตุงเหล็ก ตุงทองถวายทานไว้ในพระศาสนา จึงจะช่วยบันดาลให้ท่านหลุดพ้นจากกองทุกข์นี้ได้ เมื่อชาวบ้านทราบเช่นนั้น ก็สร้างตุงเหล็ก ตุงทองถวายไว้ในพระศาสนาพระภิกษุรูปนั้นจึงพ้นจากกองทุกข์ไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏศักราช มีความดังนี้ สิงห์คุตด์อำมาตย์เอาตุง  ไปบูชาพระประธานองค์ใหญ่และพระเจดีย์คีรีครั้นสิ้นอายุจะไปตกนรก พระยายมราชก็แสดงตุงนั้นให้เห็นแล้วกล่าวว่า “เมื่อท่านทำบุญวันนั้น ท่านยังกรวดน้ำแผ่กุศลถึงเราและบัดนี้ท่านจงขึ้นไปบนสวรรค์เทอญ”

อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ยังมีนายพรานผู้หนึ่งล่าเนื้อมาตั้งแต่อายุได้ 15 ปี จนถึงอายุได้ 48 ปี วันหนึ่งเข้าป่าไปเพื่อจะล่าเนื้อ บังเอิญไปถึงวัดศรีโคมคำ (จังหวัดพะเยา) ได้เห็นพระปฏิมากรองค์ใหญ่และมีการประดับตุงเป็นพุทธบูชาเมื่อยามลมพัดต้องเกิดความสวยงามก็พึงพอใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อกลับมาถึงบ้านก็จัดแจงหาผ้ามาทำตุงแล้วเอาไปบูชาพระประธานองค์ใหญ่นั้น ครั้นนายพราน ผู้นี้ตายไป พระยายมราชมิทันได้พิจารณาก็เอาโยนลงนรก ในทันใดนั้นตุง ที่นายพรานเคยทำเพื่อถวายพระประธานองค์ใหญ่นั้นก็พันเอาตัวนายพรานพ้นจากนรกเสีย พระยายมราชจึงพิจารณาดูแล้วก็บอกให้นายพรานขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ ชาวเหนือจึงมีความเชื่อที่ว่าการถวายหรือทานตุงนั้นมีอานิสงส์หรือได้บุญอย่างมาก