วันจันทร์, 14 กันยายน 2569

บันทึกจากโก (ตอนที่1)

05 ก.ค. 2026
24

 

โกเขียนขึ้นเพื่อให้น้องๆหลานๆและคนรุ่นหลังได้รู้ว่าวิถีชีวิตของคนรุ่นก่อนนั้นมีคุณค่าและน่าเรียนรู้เพียงใด แด(คุณพ่อ)เป็นคนลำปาง บ้านอยู่เก๊าจาว อากงเป็นคนจีนมาจากไหหลำ แซ่ห่าน คุณย่าเป็นคนเมือง อยู่บ้านแม่กืย ลำปาง แดเรียนจบแค่ชั้นม.6 (สมัยนั้นมีถึงม.8)สอบได้ที่หนึ่งของจังหวัดแต่ไม่ได้เรียนต่อเพราะเป็นลูกคนโต ต้องออกมาช่วยค้าขายที่บ้าน แดเป็นคนเก่ง ชอบเรียนรู้แดเป็นคนเปลี่ยนนามสกุลจากแซ่ห่านมาเป็นขันติพงษ์ แดบอกว่าความเกิดเป็นคนสำคัญต้องมีขันติ คือมีความอดทน จะเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ พวกเราทุกคนจึงต้องมีความอดทนไม่ว่าจะพบอุปสรรคใดๆ

(มีญาติทางอากงมาขอใช้นามสกุลนี้ด้วย จึงมีขันติพงษ์อยู่ในหลายจังหวัด แดบอกว่าถือว่าเป็นญาติพี่น้องเดียวกัน)

สมัยนั้นแถวบ้านเรามีฝรั่งสอนศาสนามาเช่าอยู่เพื่อสอนศาสนา และสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆด้วยแดไปร่วมด้วยทุกครั้งที่มีโอกาส จึงทำให้รู้ภาษาอังกฤษสามารถสื่อสารกับฝรั่งได้ เมื่อจบม.6ไปทำงานที่โรงงานน้ำตาลอำเภอเกาะคา จึงสามารถสื่อสารกับผู้จัดการซึ่งเป็นฝรั่ง ทำให้ได้รับความไว้วางใจ และมอบหมายงานสำคัญให้ทำ

เมื่อทำงานเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งจึงนำไปซื้อรถลากไม้ รับเหมาลากไม้ให้กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ต้องไปลากไม้ในป่าที่จังหวัดพิษณุโลก จนมีรถลากไม้2คัน ทั้งที่อายุยังน้อย

คุณแม่เป็นคนจังหวัดพิษณุโลกอยู่เรือนแพที่หน้าวัดใหญ่ กลางวันทอดกล้วยแขกขาย แม่จบแค่ชั้นป.4 ทั้งคู่เกิดความรักต่อกัน จึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน

ปีหนึ่งแดบอกว่ามีฝนตกหนักมากทำให้การลากไม้ช้ากว่ากำหนดถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก แดจึงตัดสินใจขายรถลากไม้ทั้งสองคัน เพื่อจ่ายค่าปรับให้หลวง ในขณะที่คนอื่นๆหนีไม่ยอมเสียค่าปรับ แสดงถึงความซื่อสัตย์ ไม่เห็นแก่ตัวของแด แดได้พาแม่ กลับไปอยู่ลำปางพร้อมกับเงินที่เหลืออยู่จำนวนไม่มากนักในสมัยนั้นย่าไม่ชอบสะใภ้คนไทย เพราะได้จัดเตรียมลูกสะใภ้ไว้ให้แดแล้วเป็นเพื่อนบ้านที่บ้านฟ่อน แต่แดไม่ยอมรับ

แม่เล่าให้ฟังว่ากว่าจะเอาชนะใจย่าได้ต้องใช้เวลานานมาก แต่ในที่สุดก็ชนะใจได้ จากการที่แม่เป็นคนทำอาหารอร่อย จึงทำให้ย่าทานเป็นประจำ โดยเฉพาะแกงจืดซึ่งแม่จะใส่หมูสับด้วย (คนทางเหนือ สมัยนั้นไม่เคยทานหมูสับ)

แม่เล่าให้ฟังว่าหลังแต่งงานอยู่ด้วยกันเจ็ดปีถึงมีลูกคนแรกคือโก(มีชื่อเล่นว่า เนี้ยว)เป็นหลานชายคนแรกของลูกชายคนโต กงจึงรักมากอุ้มโกนั่งตัก นั่งรถม้าพาไปดูงิ้วไหหลำทุกครั้งที่มาแสดงที่ศาลเจ้าสบตุ๋ย

อากงมีอาชีพค้าขายพืชไร่ จำได้ว่าตอนยังเด็กแดเคยเลี้ยงครั่งไว้ที่ต้นก้ามปูหลังบ้านริมทางรถไฟ ระยะหลังเลิกไปเพราะขาดทุนเนื่องจากครั่งราคาตกมาก

กงเสียชีวิตตั้งแต่โกอายุได้เพียงสองปี ด้วยโรคมะเร็งในลำคอ

เมื่อโกโตขึ้น แดเล่าให้ฟังว่าที่ตั้งชื่อ“พิษณุ”เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของแดกับแม่ที่จังหวัดพิษณุโลก (โกเชื่อว่าชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ ถือเป็นมงคลนามที่มีความหมาย ไม่สมควรเปลี่ยน และไม่ควรเชื่อเรื่องตัวอักษรในชื่อมีกาลกิณี)

แดกับแม่ เป็นคนที่มีอัธยาศัยดี มีน้ำใจ มีวาจาที่ไพเราะ สุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนจึงเข้ากับคนได้ง่ายและเป็นที่รักของทุกคน

สมัยยังเด็กทุกครั้งที่ปิดเทอมโกจะไปอยู่กับย่าที่บ้านฟ่อน ในสมัยนั้นบ้านฟ่อนยังไม่มีไฟฟ้า ค่ำมาจะจุดตะเกียงเจ้าพายุ โกจำได้ว่าชอบจุดตะเกียงเจ้าพายุที่สุด โดยเฉพาะตอนปั๊มลมใส่ตะเกียงให้ไส้สว่างขึ้นๆ จนบ่อยครั้งที่ย่าตะโกนบอกว่าพอแล้วเดี๋ยวไส้ตะเกียงแตก โกจะอ่านหนังสือกับแสงตะเกียงเป็นประจำ

บ้านย่าอยู่ในตลาด ย่าตื่นเช้าทุกวัน ตีห้ากว่าฟ้ายังมืด ย่าจะชงโอวัลตินให้ดื่มคนละแก้ว เสร็จแล้วโกกับย่าจะช่วยกันขนของไปที่ร้านของย่าซึ่งอยู่บริเวณกลางตลาด ไม่ไกลจากบ้านที่อาศัย มองเห็นกันได้

ย่าจะขายของที่ร้านกลางตลาด โกจะเฝ้าอยู่ที่บ้าน ขาดเหลืออะไรย่าจะตะโกนให้โกเอาไปให้ ที่หน้าบ้านจะมีตู้ใส่บุหรี่และโต๊ะวางขวดเหล้าโรงสำหรับขายที่หน้าบ้าน ทุกเช้าจะมีคนมาซื้อเหล้าเป็นประจำ เกือบทั้งหมดเป็นคนสูงวัยทั้งหญิงและชายมาซื้อเหล้า 35 ดีกรี 40 ดีกรีของโรงเหล้า ซื้อทีละเป็กต้องรินใส่แก้ว คนที่มาซื้อมือจะสั่นตลอดเวลาและบอกให้โกรินเยอะๆ จนจะล้นแก้ว ย่าบอกว่าเป็นกลุ่มผู้ติดเหล้า (แอลกอฮอล์ลิซึ่ม) มีหลายคนมาซื้อบุหรี่ของโรงงานยาสูบ พระจันทร์เกล็ดทอง ซื้อทีละสองม้วนสี่ม้วนซึ่งจะแกะซองขายด้วยพอตลาดวายแล้วก็จะช่วยกันขนของกลับไปเก็บที่บ้านมื้อเช้าย่ามักจะ ทำกับข้าวง่ายๆให้ทานกับข้าวเหนียว จำได้ว่าย่าทำตำมะม่วงอร่อยมากๆสำหรับมื้อเที่ยงทุกวันย่าจะสั่งก๋วยเตี๋ยวเฮียเรืองซึ่งมีอยู่ร้านเดียวแถวตลาด พร้อมกับสั่งกาแฟเย็นสำหรับย่าและนมเย็นสำหรับโก(สมัยนั้นใส่น้ำแดงด้วย โกชอบสุดๆแต่ก็แอบดูดกาแฟเย็นของย่าด้วยอร่อยดี ย่าบอกว่าเด็กกินกาแฟไม่ดีต่อสมอง)

ตอนบ่ายมักจะมีเพื่อนๆย่าในตลาดมานั่งคุยด้วยตำหมากไปคุยกันไป ส่วนโกก็มักจะไปเล่นกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกันในตลาด บางครั้งจะเอาหนังสะติ๊กไปยิงนก โดยเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นลูกกระสุน บ่อยครั้งที่เอาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้วลืมเอาออกเวลาย่าซักผ้าดินเหนียวก็จะละลายออกมาเป็นโคลน ย่าก็จะบ่น

ที่บ้านย่าไม่มีห้องส้วมจะต้องเดินข้ามถนนไป เข้าห้องส้วมรวมของตลาด มีห้องส้วมอยู่สองห้องเป็นส้วมหลุมมีแผ่นไม้วางเป็นร่องเราก็นั่งยองๆ คล่อมร่องไม้แล้วถ่ายให้ลงร่อง ข้างฝาจะมีบุหรี่ขี้โย(มวนเอง)เหน็บไว้เต็มไปหมดพร้อมกับใช้ ถ่านเขียนชื่อเจ้าของ เพราะเวลาเข้าห้องส้วมจะจุดบุหรี่ด้วยเพื่อไล่แมงหวี่และดับกลิ่นเหม็นไปในตัว

ชีวิตสมัยนั้นอยู่กันแบบเรียบง่ายแต่ก็มีความสุขย่าไม่ได้เรียนหนังสืออ่านหนังสือไม่ออก แต่เรื่องคำนวณเลขนั้นเก่งมากโดยเฉพาะชอบซื้อหวยใต้ดินเป็นที่สุด ย่าจะตีความฝันแม่นจึงมีคนมาเล่าความฝันเพื่อให้ย่าตีเป็นเลขบ่อยๆ ย่ามักจะถูกหวยใต้ดินบ่อยๆ

บางครั้งย่าให้โกอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง และย่าจะช่วยอธิบายเรื่องต่างๆให้ฟังด้วย ย่าเป็นคนใจดีมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และสุภาพ จึงเป็นที่รักของทุกคน ในตลาด โกจึงเข้าใจว่า แดคงได้เห็นตัวอย่างที่ดีจากย่านี่เอง

มีครั้งหนึ่งที่ย่าได้แสดงให้โกเห็นว่าย่ามีความคิดเชิงบวก ครั้งนั้นเพื่อนย่าถามว่าทำไมไม่เรียกหมอมานิตย์ (ซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กของย่า แดกับแม่เป็นคนส่งให้เรียนจนจบแพทย์เชียงใหม่ เป็นอาจารย์ศัลยกรรม ได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา พร้อมกับอาสะใภ้ซึ่งเป็นอาจารย์กุมารแพทย์ เรียนจบแล้วไม่กลับเมืองไทยเพราะช่วงนั้นประเทศเพื่อนบ้านกำลังมีปัญหาคอมมิวนิสต์) ให้กลับมาอยู่เมืองไทยมารักษาพวกเรา ย่าบอกกับเพื่อนๆว่าหมอมานิตย์ เขาอยู่ที่เมืองนอกที่นั่นก็มีคนไข้มากมายเขาก็ได้ช่วยรักษา ได้ทำหน้าที่ของหมอเช่นกัน ส่วนที่บ้านเราก็มีหมอคอยดูแลพวกเราอยู่แล้วทำไมต้องเรียกเขากลับมา หมออยู่ที่ไหนก็ทำประโยชน์ได้

เมื่อโตขึ้นมา โกจึงรู้ว่าย่าเป็นคนที่ฉลาดและเข้าใจชีวิต รู้ถึงความจำเป็นของแต่ละคน (ปี2000 โกเคยไปเยี่ยมอามานิตย์ที่อเมริกา เล่าเรื่องนี้ให้อาฟัง อาร้องไห้ไม่หยุด)

(ต่อตอน2)

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์