
- การมีความสุขและมีชีวิตที่ดี
ผู้สูงอายุเชื่อว่า การเป็นผู้สูงอายุที่ดี และมีความสุขจะต้องมีความพร้อมทั้งกายและใจ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะช่วยให้ชีวิตของการเป็นผู้สูงอายุมีความสุข ในด้านกายจะต้องระมัดระวังด้านสุขภาพ หลีกเลี่ยงการเป็นโรค ทำจิตใจให้เป็นสุข เข้าวัดรับศีล ฟังธรรมะ นอกจากความสุขทางกายและใจแล้ว ผู้สูงอายุมีความเชื่อว่า “การมีทรัพย์สินเงินทอง” ก็จะช่วยให้มีความสุขและมีชีวิตที่ดีด้วย การที่ผู้สูงอายุเน้นเช่นนี้ เพราะมีความเชื่อว่า การมีเงินสามารถใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาความสุขได้ เพราะการมีเงิน คือ สามารถแบ่งปันให้ลูกหลาน ใช้เงินทำบุญทำทานได้ ไม่ต้องลำบากที่คอยให้ลูกหลานเลี้ยงดู
- การเตรียมตัวก่อนการเป็นผู้สูงอายุ
การเตรียมตัวก่อนวัยสูงอายุเป็นสิ่งจำเป็น ผู้สูงอายุได้เสนอว่าทุกคนควรต้องเตรียมตัว และควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 50 ปี และสิ่งที่สำคัญสำหรับการเตรียมตัว คือ การเตรียมเรื่อง “ทุน” หรือเงินทองเพื่อสร้างรากฐานชีวิตให้มั่นคง การสะสมทรัพย์สินเงินทองจะมีความจำเป็น เพราะจะหวังพึ่งลูกหลานเพียงอย่างเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะในยามป่วยไข้ก็สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ การเตรียมตัวด้านอื่นๆ ที่ผู้สูงอายุเสนอ คือ การเตรียมการสะสมบุญบารมี โดยการทำบุญทำทาน เพื่อทำให้จิตใจสงบ เช่นเดียวกับการเตรียมตัวด้านจิตใจโดยทำจิตใจให้สบาย ปล่อยวาง ไม่มีกิเลส ไม่โลภ ยอมรับสภาพการเป็นผู้สูงอายุว่าเป็นความจริงที่ต้องมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นอกจากนี้ผู้สูงอายุได้เน้นเรื่อง “สุขภาพ” การกินอาหาร การออกกำลังกาย ป้องกันตัวเองไม่ให้เจ็บป่วย เพราะผู้สูงอายุเจ็บป่วยง่าย และรักษายาก
- ชีวิตอดีตกับปัจจุบัน : ความสุขหรือความทุกข์
ผู้สูงอายุได้เปรียบเทียบความสุขและความทุกข์ของชีวิตระหว่างอยู่ในวัยหนุ่มสาวกับปัจจุบัน ผู้สูงอายุส่วนใหญ่คิดว่าการเป็นผู้สูงอายุในปัจจุบันนี้ดีกว่าสมัยหนุ่มสาว เพราะมีความลำบาก ไม่สะดวกสบายเท่าชีวิตในปัจจุบัน มีสิ่งเดียวที่ผู้สูงอายุคิดว่าในอดีตดีกว่า เพราะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถทำงานหาเงินได้ ไปไหนมาไหนสะดวกคล่องแคล่ว เมื่อเป็นผู้สูงอายุร่างกายเสื่อมโทรมลง แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว ความเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ดีกว่าอดีตมาก การสะท้อนข้อเท็จจริงนี้ยืนยันในสถานภาพ และบทบาทของผู้สูงอายุว่ามีทัศนคติในทางที่ดีต่อตนเอง และยังมองโลกในทางที่ดี ยอมรับสภาพการเป็นผู้สูงอายุ พยายามลดบทบาทที่เคยทำลงไป ขณะเดียวกันก็พยายามป้องกันและเตรียมตัวทั้งกายและใจ เพื่อเผชิญกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะผู้สูงอายุทุกคนทราบแน่นอนว่า “วันหนึ่งข้างหน้าอาจต้องลำบากกว่านี้” สิ่งที่จำทำได้ก็คือ พยายามไม่สร้างปัญหาให้แก่ลูกหลาน มีพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของการเป็นผู้สูงอายุ ชีวิตการเป็นผู้สูงอายุจึงจะมีความหมายและมีศักดิ์ศรี ไม่เฉพาะการเป็นมนุษย์ แต่เป็น “ผู้สูงอายุ” ที่มีศักดิ์ศรีด้วย
- ความทันสมัย
ความทันสมัยเป็นแนวคิดอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องการจะทราบว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มประชากรที่มีชีวิตอยู่ระหว่าง “สังคมแบบประเพณี” กับ “สังคมสมัยใหม่” การเปลี่ยนแปลงทางสังคมย่อมมีอิทธิพบต่อแบบแผนการดำเนินชีวิต ตลอดจนสถานภาพและบทบาทของผู้สูงอายุด้วย การปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อมแบบทันสมัยเป็นประเด็นที่ต้องการจะทราบว่า ผู้สูงอายุคิดว่าตนเองเป็นคนทันสมัยหรือไม่ และมีปัจจัยอะไรเป็นตัวบ่งชี้ความทันสมัย ผู้สูงอายุทั้งหมดแสดงความคิดเห็นออกเป็นสองกลุ่ม คือ คิดว่าตนเองทันสมัย และไม่ทันสมัย กลุ่มที่คิดว่าเป็นคนทันสมัยได้ให้เหตุผลว่า คนที่ทันสมัยจะเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ชอบเข้าสังคม มีความคิดก้าวหน้า ทันต่อเหตุการณ์ และปรับตัวได้ รวมทั้งนิยมใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นอกจากนี้ผู้สูงอายุเชื่อว่า ผู้ที่ทันสมัยถือผู้ที่เห็นความสำคัญของการศึกษา จึงส่งบุตรหลานไปเรียนหนังสือเพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดี สำหรับกลุ่มที่คิดว่าตนเองไม่ทันสมัย ได้ให้เหตุผลว่าในสังคมชนบทผู้คนจะเคยชินกับชีวิตแบบเดิมๆ ยังนิยมนุ่งผ้าถุง ไม่นุ่งกระโปรงหรือกางเกง นอกจากนี้ยังมีความคิดแบบโบราณ ไม่ค่อยทราบว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ได้อธิบายว่าคนที่ใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ฟังวิทยุ หรือดูโทรทัศน์ ไม่ใช่เป็นสิ่งแสดงความทันสมัยเพราะเป็นอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นในสังคมยุคปัจจุบัน ผู้ที่คิดว่าตนเองไม่ทันสมัยมักจะไม่ชอบใช้ชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากขึ้นทุกวันย่อมจะทันสมัย ตามโลกไปไม่ได้
- ผู้สูงอายุเป็นปัญหาของใคร
ผู้สูงอายุต่างมองว่า การเป็นผู้สูงอายุนั้น อาจเป็นปัญหาของแต่ละครอบครัว อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุทุกคนต่างมีครอบครัว มีลูกหลานคอยดูแลเอาใจใส่ ไม่คิดว่าจะถูกครอบครัวของตนเองที่เป็นลูกหลานในไส้ทอดทิ้ง ในทางตรงกันข้ามต้องถือเป็นหน้าที่ตอบแทนให้การเลี้ยงดูผู้สูงอายุในฐานะบุพการีในระดับสังคมก็เช่นกัน ผู้สูงอายุได้ประเมินว่าผู้สูงอายุทั่วไปไม่ได้สร้างปัญหาให้แก่ใครและไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แม้จะไม่ใช่ญาติหรือลูกหลาน คนส่วนใหญ่ก็ยังคงให้เกียรติและให้ความเคารพนับถืออยู่ จึงมั่นใจว่าสังคมจะไม่ลงโทษและถือว่าเป็นปัญหา กลุ่มผู้สูงอายุที่เชื่อว่าผู้สูงอายุอาจจะเป็นปัญหาของสังคมมีประมาณหนึ่งในสี่ ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ได้ให้เหตุผลว่า ผู้ที่จะเป็นปัญหาคือผู้ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องพึ่งพิงลูกหลานทั้งในเวลาเจ็บป่วยและในเวลาปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุที่ยากจนจะสร้างปัญหาให้แก่ครอบครัวเพราะผู้ที่ต้องรับภาระเลี้ยงดู คือ ลูกหลาน ถ้าไม่มีลูกหลาน ญาติ หรือชาวบ้านก็ยังให้ความช่วยเหลือ โดยความเป็นจริงผู้สูงอายุสรุปว่าไม่มีใครปล่อยให้ผู้สูงอายุออกไปขอทานเลี้ยงตัวเอง ถ้าเป็นเช่นนี้จะเป็นปัญหาสังคมแน่นอน
- บทบาทของรัฐต่อผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุได้แสดงความคิดเห็นว่าผู้สูงอายุเปรียบเสมือน “ไม้ใกล้ฝั่ง” ซึ่งมีสภาพทรงกับทรุด ผู้สูงอายุที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มีครอบครัว ญาติ และลูกหลานคอยเอาใจใส่ ย่อมสามารถเผชิญปัญหาการเป็นผู้สูงอายุได้ ส่วนผู้สูงอายุที่ยากจนและขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู จะต้องเผชิญปัญหามากขึ้น ถ้าไม่สามารถช่วยตนเองได้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อกลุ่มผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสเหล่านี้เป็นอันดับแรก ความช่วยเหลือที่รัฐพึงสงเคราะห์ผู้สูงอายุ คือ เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ตลอดจนการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแก่ผู้สูงอายุ
การวิจัยเรื่อง “ไม้ใกล้ฝั่ง : สถานภาพและบทบาทผู้สูงอายุไทย” เป็นบทสะท้อนความเป็นจริงของผู้สูงอายุไทยที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ชนบทภาคกลาง ช่วยทำให้ได้ทราบข้อมูลอีกมิติหนึ่งของผู้สูงอายุในบริบทของสังคมไทย ผู้สูงอายุที่เป็นตัวอย่างครั้งนี้แม้จะมีขนาดประชากรเพียง 88 ราย แต่ก็สามารถได้ข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับความเชื่อ ความคิดเห็น และการรับรู้ต่อการเป็นผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุไทยยังคงมีความสุขในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชนบท ที่ยังคงสามารถฝากผีฝากไข้กับลูกหลานได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าผู้สูงอายุจะไม่มีปัญหาในการเปลี่ยนแปลงจากวัยทำงานไปสู่วัยสูงอายุ ผู้สูงอายุเข้าใจกลไกวิธีการปรับตัวได้ค่อนข้างดี เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายในครอบครัว ผู้สูงอายุยังคงมีความเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีของตนเองที่เป็นผู้สูงอายุและคิดว่าครอบครัว ชุมชน สังคมยังมีทัศนคติที่ดี และยอมรับสถานภาพการเป็นผู้สูงอายุอยู่
การวิจัยเรื่องนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนชีวิตของผู้สูงอายุในชนบทภาคกลาง ซึ่งอาจมีความแตกต่างไปจากภูมิภาคอื่น หรือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง คณะผู้วิจัยเชื่อว่าข้อมูลและผลการศึกษาครั้งนี้จะเป็นรากฐานการวิจัยในประเด็นลึกลงไปในเรื่องต่างๆ ต่อไป