
ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาเราก็มานั่งทำนั่งขัดสมาธิ ขาขวาพับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ กำหนดรู้อยู่แค่นี้
นี่คือบริบทของการทำสมถกรรมฐานในอานาปานสติกรรมฐานควบคู่กับการบริกรรมพุทโธ ที่โบราณาจารย์สั่งสอนอบรมกันมา
ความมหัศจรรย์ของการทำสมถกรรมฐานในอานาปานสติกรรมฐาน คือ ทุกครั้งเมื่อเริ่มก็เริ่มที่เดียวกัน คือ การมากำหนดรู้ในลมหายใจเข้า หายใจออก ซึ่งในบางท่านอาจใช้คำบริกรรม พุทโธ ควบคู่ไปด้วย แต่เมื่อทำไปทุกครั้งกลับมีประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน บางครั้งอาจราบรื่น สามารถเข้าถึงความสงบได้โดยง่าย แต่บางครั้งกลับไม่เป็นอย่างที่ตั้งไว้ อาจเกิดความฟุ้งซ่าน อึดอัด ขัดข้อง ไม่สามารถเข้าสู่ความสงบได้โดยง่าย
นี่คือความไม่เที่ยงของจิต ความไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างหวังได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า แม้แต่จิตก็มีความไม่เที่ยง ล้วนต่างตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่หนีพ้นจากนี้ไปได้
แต่เมื่อเพียรทำ ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาก็มาทำ ยิ่งทำ ยิ่งเกิดความชำนาญในจิต ที่สุดจากความอึดอัดขัดข้อง ก็มาถึง จุดของความเพลินในการทำ จิตที่มีความเพลินก็จะไหลไป ไหลไปในความคิดคำนึง หรือในทางธรรมเรียกว่าหลงเพลินเข้าสู่ภวังคจิต หรือจิตหนีเข้าภวังค์
ภวังค์ คือภพของจิต เป็นอีกสถานะหนึ่งของจิตที่ปกติเราจะเข้าถึงได้เฉพาะเวลานอนหลับ หรือเวลากระทำกาล คือตายเท่านั้น นั่นหมายความว่า จิตในขณะนั้นไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชาอะไรได้
เมื่อจิตของผู้ฝึกใหม่ไหลเข้าไปในภวังค์ ในนี้เป็นเหมือนภพหรือสภาวะอันหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความคิด ความฝัน ความต้องการ และสิ่งที่เจ้าตัวเคยกระทำมาแล้วทั้งสิ้น จิตในภวังค์หรือเรียกอีกอย่างว่าภวังคจิต จึงถูกชักนำให้เข้าไปกระทบกับเรื่องราวต่างๆที่ตัวเองกระทำไว้ คิดไว้ ต้องการไว้ในนั้น แล้วแต่ว่าจะเข้าไปกระทบกับเรื่องราวใด
ผู้ฝึกเมื่อเห็นหรือรู้ในเรื่องราวนั้นจึงคิดว่าตัวเอง สามารถไปเห็น ไปเที่ยว ในที่นั้นๆ อย่างที่ตนเคยอยากไป อยากเที่ยว อยากทำ แล้วหลงเอามาเป็นความจริง คิดว่าได้ฤทธิ์ ได้เดช จากการฝึกกรรมฐานนี้ โบราณอาจารย์จึงสอนว่า เห็น สักว่าเห็น รู้ สักว่ารู้ ไม่ให้เข้าไปยึดว่าเป็นของจริง พร้อมสำทับว่า สิ่งที่เห็นนั้นเห็นจริง แต่ไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงกิเลสอยากรู้ อยากเห็นของตนนั่นเอง
แท้จริงแล้วการฝึกกรรมฐานในอานาปานสติกรรมฐาน จุดประสงค์เพื่อให้ได้จิตที่บริสุทธิ์ มั่นคง ปราศจากนิวรณ์อันเป็นเครื่องขวางจิต เป็นการเพิ่มกำลังให้กับจิต เพื่อนำกำลังของจิตนี้ ไปใช้ในการพิจารณากายใจ ให้เห็นกายใจตามความเป็นจริง ตามหนทางของอริยมรรค คือทางเดินไปสู่ความเป็นพระอริยบุคคลตีอไป
แต่ถ้าผู้ฝึกหลงเข้าไปยึดในสิ่งที่รู้ ที่เห็น ว่าเป็นจริง ละทิ้งคำสอนของโบราณอาจารย์ สิ่งที่จะตามมา ก็คือความเสื่อมของฌาน
ฌานหรือความตั้งมั่นของจิต มีรูปฌาน 4 อรูปฌาน 4
นี่คือความตั้งมั่นของจิตตามระดับกำลังการฝึกของผู้ฝึกสมาธิในสมถกรรมฐาน ซึ่งกว่าจะเข้าถึงระดับนี้ได้ ต้องผ่านการขับเคี่ยวกับเครื่องขวางของจิต นั่นคือนิวรณ์ 5 มาก่อนแล้วอย่างโชกโชน บางท่านอาจถึงขั้นแทบล้มละดาตาย แต่บางท่านอาจเข้าถึงได้โดยง่าย ตามกำลังบารมีที่เคยสั่งสมไว้แต่ปางก่อน เมื่อมาชาตินี้เข้ามาฝึกจึงผ่านเข้าไปได้โดยง่าย นี่จึงไม่อาจนำประสบการณ์การฝึกมาเปรียบเทียบกันได้ ท่านจึงว่าล้วนเป็นปัจจัตตังของแต่ละบุคคล ไม่อาจเอาเกณฑ์มาวัดกันได้
แต่ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ความเข้าถึงว่ายากหรือง่ายต่างกันเท่านั้น เพราะด่านที่น่ากลัวนั้นคือกับดักของอุปจารสมาธินี้ต่างหาก
อุปจารสมาธิ คืออะไร
อุปจารสมาธิ หรืออุปจารฌาน แปลตามตัวว่า สมาธิใกล้ฌาน หรือสมาธิเฉียดฌาน เฉียดหรือเข้าใกล้ คือจะถึงอยู่แล้วแต่ยังไม่ถึง มันก็คล้ายโคตรภูญาณ คือจะข้ามเขตเข้าสู่โคตของพระอริยเจ้าแล้วแค่ก้าวข้ามไปแต่กลับถอยกลับเพราะยีงอาลัยความเป็นปุถุชนอยู่ ในเรื่องของอุปจารฌานก็เช่นกัน เครื่องล่อหรือกับดักตรงนี้มีมากมาย ตามกิเลสของผู้ฝึกนั่นเอง
ถ้าชอบมีฤทธิ์ก็ให้ฤทธิ์เป็นเครื่องล่อ ถ้าอยากเห็นก็ให้เห็นในสิ่งที่อยากเห็น ถ้าอยากเป็นก็ให้ได้เป็นตามปรารถนา สิ่งเหล่านี้เป๋นเพียงเครื่องล่อหาใช่ของจริงไม่ เพราะกำลังของจิตที่ไม่เพียงพอ เมื่อสัมผัสได้เพียงวับแวมในหนแรกๆ แล้วยึดว่าเป็นของดีนำมาเป็นความเก่ง ความดีของตน ได้ญาณรู้ ได้เห็น ทดสอบว่าถูก ว่าดี ความหลงก็ตามมา
อาจารย์ดูเคราะห์ ดูกรรมให้ผู้อื่น เกิดขึ้นได้ด้วยการนี้ แรกๆทุกอย่างถูกต้อง สามารถแก้กรรมให้ผู้คนได้จริง แต่ความถูกจริงนี้ไม่คงนาน เมื่อใช้กำลังฌานไปในทางที่ผิดไม่นานกำลังฌานนี้ก็หมดกำลังลง ความเสื่อมเข้าแทนที่ แต่เจ้าตัวยังฝืนใช้จนหมดกำลัง ก็ยังทู่ซี้ทำต่
การไม่ยอมรับสภาพความเสื่อมของฌาน ความวิปลาสคือความเสื่อมของฌานเข้าครอบงำจิต สิ่งที่เคยเห็นจริงกลายเป็นผิดเพี้ยน บิดเบี้ยว ชักนำจิตให้เสื่อมทรามจนยากจะครองสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ กิเลสตัวไหนแรงตัวนั่นมาก่อน
ในยุควัตถุกามเป๋นที่นิยมความอยากคือกิเลสกาม จิตวิปลาสจากฌานย่อมชักนำความเสื่อมเสียประจานตนให้ปรากฏ ความอยากพาให้คติวิปลาสอยากเสพเมถุนอันผิดเพี้ยนยากจะควบคุมได้เหมือนในข่าวที่กําลังอื้อฉาวของอาจารย์แก้กรรมท่านหนึ่งที่เพิ่งถูกขุดคุ้ยอยู่ในขณะนั้นเอง
นี่คือกรรมอันละเลยต่อคำสอนของครูบาอาจารย์ หลง้ข้าไปยึดในกับดักแห่งฌานนั่นเอง จุดจบของความหลงติดในฌานจึงตามมา กับดักของฌานมีมากมายหลายรูปแบบ ที่ยกมานี้เป็นแค่หนึ่งในหลายเท่านี้น ยังมีอีกมากที่ผู้ฝึกจิตไปฏิบัติธรรมจะพบเจอ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะพบกับความมหัศจรรย์ของจิตเสมอไป ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวไป แค่มีสติตามรู้ว่าสิ่งที่พบ สิ่งที่เห็นดฝเป็นเพียงเครื่องช่วยให้รู้จักจิตเท่านั้น รู้แล้ว เห็นแล้ว ไม่หลงตาม ก็จะสามารถผ่านกับดักเหล่านี้ไปได้อย่างปลอดภัย แถมยังได้ประสบการณ์มากมายพร้อมจิตที่มีกำลัง มีความฉลาดรอบรู้ยิ่งกว่าตอนไม่ได้เข้ามาฝึกด้วยซ้ำ
