
การฝึกจิต ก็คือการเข้าไปเห็นปัญหาของจิตตนนั่นเอง นิวรณ์ 5 ก็คือ รัก โลภ โกรธ หลง ที่มีอยู่ในใจของเรา เมื่อเรามานั่งทำอานาปานสติกรรมฐาน คือการกลับมากำหนดรู้ในลมหายใจนี่เอง หายใจเข้าก็มาดูว่าลมหายใจเข้าผ่านจมูก ผ่านช่องคอ ลงมาที่หน้าอก ไปหยุดอยู่ที่ช่องท้อง ถ้าจะเอาคำภาวนาช่วยก็ใส่คำภาวนาไป เช่น พุท กำกับไปกับลมหายใจเข้า พอหายใจออกก็ไล่ออกมาตามลมหายใจ จาช่องท้องไล่ขึ้นมาผ่านหน้าอก ผ่านลำคอ ผ่านจมูก พร้อมกับคำว่า โธ
รู้อยู่แค่นี้ หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ
แรกๆ ดูมันติดขัด ดูมันอึดอัด ทำอยู่ไม่กี่ครั้งอ้าวหนีไปคิดซะแล้ว พอรู้สึกตัว อ้าวหนีไปคิด ไม่ต้องกังวล นี่คือสติเรามาแล้ว รู้ตัวก็วางความคิดเสีย แล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่ เพียรทำ อยู่แค่นี้
ทุกครั้ง เมื่อถึงเวลากำหนดเราก็มานั่งทำ นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตัวตั้งตรง ดำรงจิตให้มั่น หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ รู้จำกัดอยู่แค่ลมหายใจที่ไหลเข้าออก หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ
สิ่งที่พบคือ ลมหายใจที่ไหลเข้าออก และความอึดอัดขัดข้อง คำภาวนากับลมหายใจช่างไม่ราบรื่นเลย ลมหายใจก็หยาบ เสียงลมหายใจดังกระเส่า เหนื่อยหอบ ดูกระสับกระส่ายไปหมด นี่ไม่ต้องตกใจ เพราะเรายังไม่คุ้นเคย
แต่เมื่อถึงเวลาก็มาทำ เราควรกำหนดเวลาที่แน่นอนในการทำไว้สักเวลาหนึ่ง หรือจะเป็นเช้าหลังตื่นนอน และเย็น ก่อนเข้านอน ซึ่งเป็นเวลาส่วนตัวของเราแล้ว ถึงเวลาก็มาทำ ถึงเวลาก็มาทำ ทำอยู่แค่นี้ไม่ต้องใจร้อน ทุกครั้งที่ทำอย่าให้สติหายไป ขอแค่หายไปแล้วรู้ว่าไหลไป แล้วตั้งต้นทำใหม่ ทำอยู่แค่นี้
แล้วเราก็ลืมความอึดอัด ขัดข้อง ลืมว่าเคยหายใจแรงและเหนื่อยหอบขนาดไหน แต่กลับกลายเป็นความสบาย ลมหายใจค่อยราบรื่น เสียงหายใจแรงหมดไป ลมหายใจที่ราบรื่น คำภาวนาดูกลมกลืนไปกับลมหายใจ การไหลไปคิดเริ่มน้อยลง ใจเริ่มสบายขึ้น นี่คือความสำเร็จได้เกิดขึ้นระดับหนึ่งแล้ว ท่านเรียกว่า ขณิกสมาธิ
ขณิกสมาธิ คือผู้ฝึกเริ่มมึสมาธิขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ยังไม่สามารถตั้งมั่นได้นาน พอจะตั้งได้ก็หนีไปคิด ต้องคอยดึงกลับ รั้งกลับเป็นระยะ เป็นระยะที่เริ่มสบายขึ้น
ความมหัศจรรย์ของการฝึกคือ ทุกครั้งที่เริ่มเราเริ่มที่เดิมคือ เริ่มจากการนั่งขาขวาทีบขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย กายตั้งตรงแล้ววางตัวรู้ไว้กับกาย กำหนดกำลังลมหายใจที่พอดีๆ ไม่ยาวไปจนอึดอัดขัดข้อง ไม่สั้นไปจนเหนื่อยหอบ ตามรู้อยู่แค่ที่ลมหายใจทุกครั้งก็เริ่มที่เดียวกัน แต่ยิ่งทำกลับยิ่งรู้สึกตัว หายใจที่เคยอึดอัดขัดข้องเริ่มราบรื่น ยิ่งทำยิ่งชำนาญ เมื่อความชำนาญเกิด ความเพลินในการทำก็ตามมา ตอนนี้ชักเริ่มชอบที่จะทำให้มากขึ้นทุกวัน
ความเพลินที่ได้ทำจนเกิดความสุข ในผู้เริ่มปฏิบัติที่ยังขาดความชำนาญ เมื่อทำจนถึงความสงบจนละนิวรณ์ 5 ได้แล้ว เราเคยกล่าวถึงนิวรณ์ 5 มาแล้วว่าคือเครื่องขัดขวางการปฏิบัติทางจิต คือกามฉันทะ คือความพึงพอใจ พยาบาทะ คือความโกรธแค้น ถินมิทธะคือความหดหู่ของจิต อุทธัจจ กุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่านรำคาญใจ วิจิกิจฉา คือความลังเล สงสัย
เมื่อเครื่องขัดขวางทางจิตถูกละไป จิตที่ยังไม่เคยพบกับความสงบ ความราบรื่น เบาสบายแบบนี้มาก่อนก็หลงเพลินและไหลไป บางคนไหลไปหลับ บางคนรู้สึกสะลืมสะลือ หมดแรง บางคนรู้สึกเคลิบเคลื้มล่องลอยไป บางคนความรู้วูบหายไปเฉยๆ บางคนคิดว่าลมหายใจหายไป หรือบางคนกลับเห็นภาพนิมิต คือเห็นสิ่งต่างไปเช่นเห็นตัวเองไปในสถานที่ต่างๆ เก๋บนสวรรค์ เห็นเทวดา นางฟ้า เป็นต้น
อาการเหล่านี้ ผู้ฝึกหลายคนหลงคิดว่านี่คือฌาน 4 เพราะได้ยินผู้รู้บอกว่า อาการของผู้เข้าถึงฌาน 4 คือไม่รู้สึกถึงลมหายใจ ก็เลยเหมาเอาว่าตัวเองเข้าถึงฌาน 4 แล้ว
ยังก่อนผู้ฝึกใหม่ อาการเหล่านี้เป็นเพียงจิตไหลไปด้วยความเพลินในความสงบเท่านั่น เหล่านี้คืออาการของผู้เข้าถึง อุปจารสมาธิ หรือสมาธิเฉียดฌาน คือใกล้จะเข้าถึงเขตของปฐมฌาน คือฌานขั้นที่หนึ่ง อันเป็นความสงบที่ตั้งมั่นได้แล้ว มีกำลังของสมาธิเพียงพอที่จะเริ่มกลับมาเรียนรู้กายใจของตนได้แล้ว แต่ด้วยกำลังที่ยังมีไม่มากพอจะข้ามขั้นไปได้ จึงต้องหลบพักเอาแรงไว้ก่อน
อุปจารสมาธิ หากเราแยกศัพท์ออกมา อุป แปลว่าเข้าไปใกล้ หรือเฉียดๆ เข้าไป ดังนั้น อุปจารสมาธิ จึงหมายถึงสมาธิที่เข้าไปใกล้จะถึงสมาธิที่ตั้งมั่นหรือปฐมฌานนั่นเอง บางแห่งจึงเรียกว่า อุปจารฌาน แต่สรุปแล้วก็คือยังไม่ถึง ฌาน นั่นเอง
สมาธิในระดับนี้ของผู้ฝึกใหม่ ยังไม่มามารถใช้การอะไรได้ เพราะกำลังของจิตยังไม่เพียงพอ หากหลงไปเห็นในสิ่งต่างๆ สิ่งที่เห็นนั้นเห็นจริง แต่ยังไม่ใช่ของจริง ยังอยู่ในความหลงผิดอยู่ หากเข้าไปยึดว่าเป็นจริงเป็นจัง ก็จะถูกหลอกให้หลงทางได้ ครูบาอาจารย์จึงย้ำเตือนนักหนาว่า เห็น สักว่าเห็น รู้ สักว่ารู้ เห็นแล้ว รู้แล้ว ให้วางเสีย จึงจะสามารถผ่านด่านหลงผิดนี้ไปได้
เมื่อผู้ฝึกไม่หลงตามสภาวะเหล่านี้แล้ว แต่ตั้งใจฝึกต่อไป ทุกครั้งก็เริ่มที่เดิม วางใจแบบเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ กำลังของจิตได้เพิ่มขึ้น ทุกครั้งที่ฝึก ผู้ฝึกที่ฉลาดจะเพิ่มพูนกำลังจิตมากขึ้น แกร่งขึ้น มีความรู้ในกาย ในใจตนมากขึ้น ที่สุดก็ผ่านด่านอุปจารสมาธินี้เข้าสู่ปฐมฌานได้ในที่สุด
สำหรับสภาวะของอุปจารสมาธินี้ ค่อนข้างทำให้หวั่นไหวได้มากมาย เราจะมาพูดถึงอีกสักครั้งก่อนจะไปถึงปฐมฌาน เพราะผู้ฝึกโดยมากจะมาเสียคนกันตรงนี้ ครั้งหน้าเราจะมาคุยกันค่ะ และขอจบครั้งนี้ไว้ที่ตรงนี้นะคะ
