
ไม่ตื่นตระหนกแต่อย่าประมาท…เป็นคำเตือนที่ดูจะเหมาะสมที่สุดกับข่าวการระบาดของไวรัสนิปาห์ NIPAH ที่เกิดในพื้นที่รัฐเวสต์เบงกอล พบผู้ติดเชื้อแล้ว 5 รายตาย 1 รายและกว่า 100 คนต้องกักตัว เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด !!
รัฐบาลอินเดียเร่งสกัดการแพร่ระบาดในโรงพยาบาลเมืองบาราซัต พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันสูงสุด
อาค์การอนามัยโลกWHO เฝ้าระวังในระดับสูงสุด เพราะยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะทาง และเปิดเผยว่าเป็นการแพร่ระบาดจากค้างคาวกินผลไม้สู่คน ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง หรืออาหารที่ปนเปื้อน และมีอัตราการเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 40-75 %
ไวรัสนิปาห์ เคยเกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่ปี 1998 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้ป่วยครั้งนั้นราว 265 คนและเสียชีวิตราว 105 คน จบการระบาดในช่วงปี 1999 จากนั้นก็มีการระบาดเป็นครั้งคราว แม้อัตราการเสียชีวิตจะเกิดขึ้นสูงมาก แต่การระบาดยังยากกว่าโควิด เพราะต้องมีการสัมผัส/สารคัดหลั่ง และใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ขณะที่โควิดแพร่เชื้อง่ายกว่าจากละอองฝอย/ละอองลอยในอากาศ แต่อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่ามาก
หรือแจงง่ายๆแบบชาวบ้านคทอไวรัสตัวนี้มาจากค้างคาว เมื่อค้างคาวกัดกินผลไม้และคนไปกินต่อ ซึ่งอาจจะแทะแล้วร่วงทิ้งก็อันตรายแล้ว ไม่ควรเก็บมากินต่อ หรือเมื่อสุกรมากินผลไม้ที่ค้างคาวแทะ หรือกินไม่หมด เชื้อก็ไปถึงสุกร…ไวรัสจากสัตว์สู่คนตัวนี้ก็ระบาดได้ทันที !!
แต่อย่าลืมว่าอินเดียนับถือฮินดู 80%ไม่กินหมู่อยู่แล้ว มุสลิมอีก 14%ก็ไม่กินหมู โอกาสสัมผัสหมูแล้วมาแพร่เชื้อก็จะยิ่งน้อยลงไป
แล้วที่มาเลเซียในปี 1998 ระบาดกันมากมาย…ก็เป็นพื้นที่คนไม่กินหมูไม่ใช่หรือ ??
นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณะสุข แถลงเมื่อ 26 มกราคมที่ผ่านมา ว่าได้ติดตามการระบาดของไวรัสนิปาห์ในอินเดียอย่างใกล้ชิด ว่าสถานะการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย มีแค่รายงานผู้ป่วยในต่างประเทศเท่านั้น ล่าสุดคือรัฐเบงกอลตะวันตก แม้จะอยู่ไกลประเทศไทยแต่มีเที่ยวบินตรงมาลงที่สนามบินไทยถึง 3 แห่ง คือสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-ภูเก็ต
“จากการเฝ้าระวังพบผู้เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง มีอาการไข้ อาการทางเดินหายใจ หรืออาการเข้าข่ายสงสัย ร่วมกับประวัติเดินทางกลับจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน แต่จากการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ยังไม่พบไวรัสนิปาห์!! มาตรการที่ใช้ขณะนี้ถือว่ามีความเข้มข้นในระดับที่เหมาะสม ไม่กระทบการเดินทางระหว่างประเทศ ประชาชนสามารถเดินทางได้ตามปกติ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด” นพ.โสภณกล่าว
ใช่ ! ผู้ต้องการเดินทางไปแสวงบุญ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ก็ยังคงไปได้ตามปกติ!!
ขณะเดียวกันทั้ง 3 สนามบินของประเทศไทย ซึ่งยังคงขึ้นป้าย “ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทย” เหมือนเดิม แต่มีมาตรการรับมือ เฝ้าระวัง อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้เดินทางทางจากรัฐ West Bengal ก็ต้องผ่านด่านตรวจหาเชื้อ คัดกรอง ตามระเบียบกรมควบคุมโรคแบบเข้มข้น !!
กระทบการท่องเที่ยวไหม๊ ??
นับเป็นเรื่องอ่อนไหวพอสมควร ระหว่างโรคระบาด-เดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงนี้มีรายงานนักท่องเที่ยวหดตัวถึง 10% แต่ ททท.ก็ยืนยันแล้วว่าไม่ใช่จากสาเหตุไวรัสนิปาห์ แต่เป็นผลจากน้ำท่วมหาดใหญ่ และสาเหตุปะทะชายแดน-เท่านั้น !
มาโฟกัสที่นักท่องเที่ยวจากอินเดียกันดีกว่า…โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวถึงสถานะการณ์ขณะนี้ว่า แม้ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่ข่าวการระบาดส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยากับนักท่องเที่ยวที่มีความกังวล และตื่นตระหนกจากข่าวสารที่เผยแพร่ไปในวงกว้าง
นักท่องเที่ยวตลาดอินเดียยังไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยนับตั้งแต่ 1-25 มกราคม 2569 มีจำนวนสะสม 1.89 แสนคนหรือเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 และเมื่อพิจารณาสถานะการณ์ท่องเที่ยวในช่วงก่อน-หลังเกิดการพบเชื้อไวรัส…พบว่ายังไม่ได้รับผลกระทบ!!
โดยจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย35% เทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ทำให้ตลาดอินเดียยังคงมีทิศทางเป็นบวก โดยนักท่องเที่ยวอินเดียเข้ามาเที่ยวในไทยสูงสุดผ่าน 3 ท่าอากาศยานไทย ได้แก่ ดอยเมืองเพิ่มขึ้น 15% สุวรรณภูมิเพิ่มขึ้น 33% ภูเก็ตเพิ่มขึ้นสูงสุด 51%
แนวโน้มทั้งเดือนมกราคมนี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียเข้าไทยอยู่ที่ประมาณ 2 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 8% เพราะนักท่องเที่ยวอินเดียให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น ชดเชยนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปได้มาก เป็นกลุ่มที่ถือว่ามีศักยภาพสูง มีค่าใช้จ่ายต่อทริปประมาณ 38,000-40,000 บาทต่อคน นับเป็นตลาดสำคัญที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภาคการท่องเที่ยวไทย
เมื่อไวรัสนิปาห์จากอินเดียไม่ส่งผลกระทบต่อการมาท่องเที่ยวในไทย…จึงค่อนข้างสบายใจครับ !!
