
- การเตรียมตัวก่อนการเป็นผู้สูงอายุ
แนวคิดเกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนการเป็นผู้สูงอายุเป็นประเด็นสำคัญของการศึกษาครั้งนี้ ทั้งนี้เพราะคำตอบที่ได้จากการศึกษานี้มาจากความคิดเห็นของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ผ่านวัยการเตรียมตัวมาแล้ว ดังนั้นคำตอบต่างๆ ทั้งหมดจะเกิดจากประสบการณ์ของผู้สูงอายุ เพราะบางคนอาจได้มีการเตรียมตัวแต่บางคนก็มิได้เตรียมตัวมาก่อน แม้เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้สูงอายุ แต่ก็จะมีคุณค่าต่อการศึกษาเรื่องนี้ เพราะคณะผู้วิจัยจะได้ทราบว่าผู้สูงอายุคิดว่าการเตรียมตัวที่สำคัญๆ มีอะไร และควรจะทำอย่างไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งควรจะเตรียมตัวเมื่อใด
ผลจากการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมด คิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัว โดยผู้สูงอายุกว่าครึ่งคิดว่าควรจะเตรียมตัวตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนที่เหลือคิดว่าจำเป็นต้องเตรียมตัว โดยไม่ระบุว่าอายุเท่าใดจึงจะเหมาะสม เช่นเดียวกับผู้สูงอายุอีกจำนวนหนึ่งคิดว่าต้องเตรียมตัวตั้งแต่หนุ่มสาวมีเพียงส่วนน้อยที่ตอบว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องเตรียมตัว ปล่อยไปตามเรื่องอะไรจะเกิดก็เกิด และมีผู้สูงอายุอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าถ้าไม่มีเงินทอง ก็อาจจะเตรียมตัวได้ ถ้าไม่มีก็ไม่ทราบว่าจะเตรียมตัวได้อย่างไร
สำหรับประเภทของการเตรียมตัว สามารถจัดจำแนกออกเป็น 6 ประการ คือ
- การเตรียมตัวด้านการสะสมทรัพย์สินเงินทอง
- การเตรียมตัวด้วยการสะสมบุญบารมี
- การเตรียมตัวด้านการจัดการด้านทรัพย์สิน
- การเตรียมตัวด้านการปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม
- การเตรียมตัวด้านจิตใจ
- การเตรียมตัวด้านสุขภาพ
การเตรียมตัวก่อนการเป็นผู้สูงอายุเป็นประเด็นสำคัญของชีวิตผู้สูงอายุ ทั้งนี้เพราะผู้สูงอายุเป็นวัยที่ต้องถูกปลดออกจากหน้าที่การงานมีการเปลี่ยนแปลงจากการเป็นผู้ผลิตกลายมาเป็นผู้บริโภค และพึ่งพาบุตรหลาน ถ้าหากเป็นข้าราชการก็ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะอย่างน้อยก็มีเงินบำนาญเป็นค่ายังชีพตลอดวัยสูงอายุ
ประเด็นการเตรียมตัว ก่อนการเป็นผู้สูงอายุเป็นการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุที่ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม และเป็นชาวชนบท โอกาสที่จะได้รับการดูแลหรืออาศัยราชการมีเพียงส่วนน้อย คือ ได้รับเงินสงเคราะห์จากกระทรวงมหาดไทย นอกจากนั้นจะมีสวัสดิการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ออกบัตรผู้สูงอายุให้การช่วยเหลือโดยไม่เสียเงิน เพื่อจะทราบข้อเท็จจริง ตลอดจนความคิดเห็นของผู้สูงอายุต่อแนวทางที่คิดว่า การเตรียมตัวมีประโยชน์และมีความจำเป็นอย่างไร ดังต่อไปนี้
- การเตรียมตัวด้านการสะสมทรัพย์สินเงินทอง ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ให้ความสำคัญของการเตรียมตัวด้านการสะสมเงินทองมากที่สุด โดยได้แสดงความคิดเห็นและเหตุผลว่าเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต การเตรียมเก็บเงินทองไว้ก็เพราะเมื่อยามแก่ลงลูกหลานจะไม่ต้องเดือดร้อนที่จะเลี้ยงดู ไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลานที่จะต้องหาเงินเลี้ยงดู การมีเงินทองนอกจากจะนำมาใช้เป็นค่าอาหารการกินแล้ว ยังต้องใช้เงินสำรองเป็นค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วยด้วย การเตรียมด้านการสะสมทรัพย์สินอาจไม่ใช่เงินอย่างเดียว แต่หมายถึงที่ดิน ที่ไร่นาด้วย การมีที่ดินก็เปรียบเหมือนการมีเงินทอง สามารถนำไปขายเพื่อเอาเงินมาใช้ในยามขัดสน ด้วยเหตุนี้ควรจะเตรียมซื้อที่ดินไว้บ้าง ผู้สูงอายุบางคนแสดงความคิดเห็นว่าแม้แต่เป็นผู้สูงอายุแล้ว ก็ยังสามารถเตรียมตัวได้ ถ้าไม่ได้เตรียมมาก่อนหน้านี้วิธีการเตรียมตัวจะเป็นการสะสมและประหยัดอดออมเอาไว้ใช้ในวันข้างหน้า ซึ่งสุขภาพร่างกายจะเสื่อมโทรมลงไปอีก จะไม่ต้องทำให้ลูกหลานเดือดร้อน ผู้สูงอายุหลายคนที่แสดงความคิดเห็นต่อการไม่สะสมทรัพย์สินเงินทองว่าทุกคนเคยทำมาหากิน และมีเงินทองใช้มาแล้วทุกคน การที่คนแก่บางคนที่ไม่เก็บเงินสะสมทรัพย์สินก็เพราะมีความประมาท ไม่เคยคิดถึงอนาคตของตนเองว่าต่อไปในอนาคตจะอยู่อย่างไร กินอย่างไร และลำบากอย่างไร ฉะนั้นเมื่ออายุถึง 55 ปี ก็ต้องเริ่มรู้จักคิดและเตรียมตัวได้แล้วเพราะถ้าหากไม่มีเงินในตอนแก่เฒ่า ลูกหลานอาจรังเกียจ เพราะต้องพึ่งพาพวกลูกหลานอย่างเดียว ผู้สูงอายุที่มีที่ดินเชื่อว่าการมีที่นานั้นก็คือ เงินทอง ถ้าหากลูกหลานไม่เลี้ยงดูก็ขายที่นาเอาเงินมาจ้างคนดูแลก็ได้ นอกจากจะนำเงินมาใช้ในยามแก่เฒ่าแล้ว ผู้สูงอายุหลายคนยังยืนยันว่าการมีเงินสะสมไม่เพียงแต่จะนำมาใช้จ่ายในยามมีชีวิต แต่ถ้าตายแล้วก็ยังมีเงินให้ลูกหลานทำศพและเป็นค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องให้ลูกหลานเดือดร้อน เช่น การสะสมเงินโดยการเป็นสมาชิกฌาปนกิจ และสมาชิกสหกรณ์เพราะเมื่อตายลงจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าทำศพเช่นเดียวกัน
- การเตรียมตัวด้านการสะสมบุญบารมี การเตรียมตัวด้านนี้ หมายถึง การทำบุญทำกุศล เพื่อสะสมบุญบารมี การยึดหลักธรรมะเป็นที่พึ่ง เพราะทำให้จิตใจสบาย การสวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญตักบาตร เป็นการหาบุญให้ตัว แม้จะไม่ได้รับผลในชาตินี้ แต่เมื่อตายแล้วก็อาจได้รับผลบุญที่ทำไว้ ผู้สูงอายุเชื่อว่าการสะสมบุญบารมีด้วยการเข้าวัดถือศีลเป็นเรื่องที่ทำให้สบายใจ ดังนั้นจึงต้องการอยู่ที่วัดมากกว่าอยู่ที่บ้าน เพราะวัดมีความสงบ ส่วนบ้านมีแต่ความวุ่นวาย การเข้าวัดยังช่วยให้เกิดการลดละปล่อยวางไม่เกิดกิเลส จิตใจจึงมีแต่ความสุข ผู้สูงอายุเชื่อว่าการเข้าวัดฟังธรรมเปรียบเสมือน “เตรียมตนก่อนตาย เตรียมกายก่อนแก่” การเตรียมตัวโดยการทำบุญตักบาตรก็เพราะไม่มีเงินจะให้สะสมต้องสะสมบุญแทน เป็นการเตรียมไว้ทั้งชาตินี้และชาติหน้า และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ทำให้จิตใจสงบไม่วุ่นวาย
- การเตรียมตัวด้านการจัดการทรัพย์สิน มีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งที่มีที่ดินทรัพย์สินเงินทอง มีความคิดว่า การยกทรัพย์สมบัติให้ลูกหลานเป็นเรื่องสำคัญ ในขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะอยู่จึงได้แสดงความคิดเห็นว่าจะต้องทำพินัยกรรมยกที่ดินให้ลูกๆ และกันไว้ใช้ส่วนตัว เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายเมื่อแก่ตัวมากขึ้น การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ก่อนที่จะแก่ลงมากจนไม่สามารถจัดการอะไรได้เพราะไม่ทราบว่าจะตายเมื่อใด การจัดการเรื่องมรดกให้เรียบร้อยเพื่อจะไม่ให้เกิดความขัดแย้ง หรือทำให้เกิดการทะเลาะกันเมื่อตายไป ผู้สูงอายุบางคนมีแนวคิดว่าการแบ่งสมบัติเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าตัดสินใจผิด ลูกๆ ที่ได้รับทรัพย์สินไปแล้วอาจไม่เลี้ยงดูตนเองก็ได้ จึงมีแต่เตรียมคิดว่าจะให้หรือยังไม่ให้ แต่ผู้สูงอายุบางคนได้ตัดสินแบ่งทรัพย์สินให้ลูกหลาน เพื่อที่จะให้พวกเขาอยู่ใกล้ๆ เมื่อแก่ตัวมากขึ้นจะได้ฝากผีฝากไข้ในยามเจ็บป่วย
- การเตรียมตัวด้านการปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม การเตรียมตัวด้านการปรับพฤติกรรม หมายถึง การปรับพฤติกรรมที่เคยกระทำในยามหนุ่มสาวมาเป็นวัยผู้สูงอายุที่เหมาะสม พฤติกรรมดังกล่าวประกอบด้วยพฤติกรรมการทำงาน ผู้สูงอายุจะต้องเตรียมทำงานให้ลดลง เบาลง เพราะสุขภาพร่างกายเสื่อมถอย ไม่ควรทำงานหนัก การเตรียมหางานใหม่ที่จะทดแทนงานเดิมเป็นสิ่งจำเป็นเพราะความเคยชินที่เคยทำงานประจำเมื่อหยุดไปเฉยๆ จะเกิดความรู้สึกทางจิตใจ ดังนั้นต้องหางานทำทดแทนที่เหมาะสมกับความสามารถของร่างกาย ไม่ทำงานมากหรือหนักจนเกินไป การปรับพฤติกรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการปรับแบบแผนการดำเนินชีวิตเพื่อจะเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขทั้งต่อตนเองและครอบครัว เช่น มีผู้สูงอายุได้แสดงความคิดเห็นว่าเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุจะต้องเปลี่ยนนิสัยใหม่ เช่น การละทิ้งอบายมุข เลิกดื่ม เที่ยว สูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังต้องระงับอารมณ์ ไม่โมโห ไม่โกรธ ต้องพยายามปรับนิสัยให้เข้ากับลูกหลาน ช่วยเหลือลูกหลานเท่าที่ทำได้ เช่น การทำงานบ้าน ช่วยทำอาหาร เลี้ยงหลาน ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังคำพูด ไม่ดุด่าลูกหลาน หรือพูดมากบ่นจู้จี้ พยายามปรับพฤติกรรมให้คนอื่นๆ สามารถอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุได้โดยไม่น่ารำคาญหรือเป็นปัญหาของครอบครัว
- การเตรียมตัวด้านจิตใจ ผู้สูงอายุที่แสดงความคิดเห็นว่า “จิตใจ” เป็นเรื่องสำคัญ เช่นกัน การทำจิตใจให้สบาย ปล่อยวาง ไม่มีกิเลส ไม่โลภ และยอมรับสภาพที่เป็นจริงของชีวิตที่ต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ดังมีผู้กล่าวว่า “เตรียมตนก่อนตาย เตรียมใจก่อนแก่” โดยความหมายนี้ การเตรียมใจจะหมายถึงการเตรียมทางความคิด เพื่อไม่ให้มีความกังวลและเป็นการยอมรับความจริงที่จะต้องลดสถานภาพและบทบาทลงไปโดยให้ลูกหลานมารับผิดชอบแทน ถ้าลูกหลานต้องการทำอะไรก็ปล่อยวาง ไม่ต้องวุ่นวายยุ่งเกี่ยว จะทำให้จิตใจไม่สงบ ขณะเดียวกันก็ต้องปรับบทบาทเป็นผู้รับฟังเหตุผล ไม่จู้จี้ขี้บ่น ต้องทำใจว่าตนเองเป็นผู้สูงอายุ เป็นเรื่องสำคัญเพราะผู้สูงอายุไม่ควรฝืนธรรมชาติ ต้องคิดเสมอว่าวันหนึ่งจะต้องแก่ การเตรียมความคิดนี้ควรจะต้องเกิดก่อนเป็นผู้สูงอายุเพราะเมื่อเป็นผู้สูงอายุแล้วก็จะเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุข การเตรียมตัวด้านจิตใจอีกประเด็นหนึ่ง คือ การเตรียมตัวเพื่อเผชิญกับความตาย ผู้สูงอายุได้แสดงความคิดเห็นว่าผู้สูงอายุควรนึกถึงความตายด้วย เพราะเป็นเรื่องจริงที่จะต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้น ควรจะรู้จักปล่อยวาง ไม่คิดมาก สิ่งที่ควรทำ ก็คือ เข้าวัด ฟังธรรม เพื่อทำให้จิตใจสงบเพราะความแก่และความตายเป็นสิ่งที่รั้งไม่อยู่และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องยอมรับความจริงและเตรียมตัวด้านจิตใจมั่นคง
- การเตรียมตัวด้านสุขภาพ ประเด็นสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สูงอายุเชื่อว่า หากไม่เตรียมตัวเรื่องสุขภาพแล้ว จะก่อนให้เกิดปัญหาเมื่อมีอายุมากขึ้น ความหมายของ “สุขภาพ” คือ ความแข็งแรงของร่างกาย ผู้สูงอายุควรจะต้องรักษาสุขภาพโดยการตรวจสุขภาพ เมื่อป้องกันและถ้าหากเกิดการเจ็บป่วยก็จะสามารถรักษาได้แต่เนิ่นๆ ผู้สูงอายุควรต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ควรกินอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ควรกินอาหารประเภทผัก เวลาทำอะไรต้องระมัดระวังอุบัติเหตุ และไม่ทำงานเกินกำลังของตนเอง สิ่งใดที่ทำไม่ได้ไม่ควรฝืนทำ การป้องกันสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้สูงอายุหากเจ็บป่วยแล้วจะรักษายาก
การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุที่ได้ศึกษาในส่วนนี้ ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงอายุมีความตระหนักต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าการศึกษาครั้งนี้จะได้สัมภาษณ์ผู้ที่เป็นผู้สูงอายุแล้ว แต่ก็ยังพบว่าผู้สูงอายุบางคนที่ยังมีรายได้ก็กำลังสะสมทรัพย์สินอยู่ ส่วนการเตรียมตัวด้านอื่นๆ ผู้สูงอายุที่เล็งเห็นความสำคัญ ส่วนมากได้เตรียมทั้งกายและใจที่จะเผชิญกับการเป็นผู้สูงอายุที่จะต้องมีอายุมากขึ้นต่อไปในอนาคต
สำหรับความคิดเห็นอื่นๆ นอกจากนี้ที่เห็นด้วยว่ามีความจำเป็นในการเตรียมตัวนั้นผู้สูงอายุบางคนเห็นว่าจะต้องเตรียมตัวตั้งแต่เริ่มมีครอบครัว จะต้องมีการวางแผนสำหรับลูกๆ ที่จะเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับการวางแผนสำหรับตัวเองที่จะต้องมีอายุมากขึ้นๆ
มีผู้สูงอายุเพียงส่วนน้อยที่เห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัว โดยมีผู้สูงอายุบางคนกล่าวว่าเป็นคนยากจน ไม่มีปัญญาที่จะเตรียมตัวได้ ผู้สูงอายุบางคนคิดว่าปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรม ตามสังขาร แต่เตรียมใจไว้เพียงอย่างเดียวว่าสักวันหนึ่งจะต้องแก่ แต่ลูกๆ ก็คงจะหาเลี้ยงเอง อะไรจะเกิดขึ้นก็ให้เกิด ไม่สามารถบังคับควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
