
วงรอบแห่งกรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า กรรมในภพก่อน ความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร ความพอใจเป็นตัณหา ความเข้าถึงเป็นอุปทาน ความรู้คิดเป็นภพ ธรรม ๕ ประการนี้จากภพก่อนเป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิ ในอุปปัตติภพนี้
ปฏิสนธิเป็นวิญาณ ความก้าวลงเป็นนามรูป (มโนวิญญาณก้าวลงมาอยู่ในเซลปฏิสนธิ) ประสาทเป็นอายตนะ การถูกต้องกันและกันและกับภายนอกเป็นผัสสะ ความเสวยจากภพนี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่จะถูกส่งไปสู่อุปปัตติภพใหม่(สุตันต ขุททกนิกาย ญาณกถา ฉบับสยามรัฐ ๕๐/๗๖-๗๗)
ครั้งหนึ่ง เมื่อผู้เขียนและคณะร่วมกันไปกราบพระครูบาท่านหนึ่งที่เป็นที่ขึ้นชื่อว่ารู้ใจคน สามารถทักดักหน้าคำถามที่จะถาม และสามารถทักผู้เข้าไปกราบว่าพูดอย่างนี้ๆ มาในระหว่างทางได้ เมื่อคณะเราไปถึงด้วยในคณะของเรามีผู้คุ้นเคยและเป็นคนบ้านเกิดเดียวกันกับท่านอยู่ด้วยและท่านรู้ว่าคณะเราเป็นคณะนักปฏิบัติธรรม การทักทายปราศรัยจึงอยู่ในเรื่องของการสนทนาธรรม ช่วงหนึ่งของการสนทนากันท่านถามคุณหมอเอด คุณหมอหนุ่มในโรงพบาลของรัฐในจังหวัดของเรา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะของเราในฐานะที่เธอเป็นแพทย์ยุคใหม่ว่า
คุณหมอจิตนี่อยู่ตรงไหนหา ท่านชี้ไปตามจุดต่างๆ ของร่างกายแล้วว่า ตรงนี้ก็ไม่ใช่ ตรงนี้ก็ไม่ใช่ แต่พอเราตีตรงนี้ปั้บ เอ่อมันรู้ตรงนี้นะ ท่านตีไปที่ขาของท่านป้าบ มันรู้เจ็บเนาะ ผู้เขียนในขณะนั้นเพิ่งเริ่มเข้ามาสัมผัสกับการปฏิบัติแบบกลุ่มปฏิบัติใหม่ๆ จากที่เริ่มค้นคว้าหาความรู้เอาเองจากคำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆไม่ว่าจะจากหลวงปู่ชา หลวงปู่ดุลย์ โดยเฉพาะคำสอนของหลวงพ่อฤาษีที่รับมาปฏิบัติอยู่แล้วเป็นประจำ ก็รู้จากการอ่านแต่เพียงว่า กายนี้ไม่ใช่ของเราเป็นเพียงธาตุ 4 ที่เข้ามาประชุมกันก่อเป็นรูปรวมตัวกันเป็นขันธ์ 5 เราเป็นแต่เพียงแค่ผู้เข้ามาอาศัยอยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถยึดเข้ามาเป็นตัวเป็นตนได้ เพราะเมื่อเหตุปัจจัยหมดก็ต้องจากกันไป รูปกายย่อมเน่าเปื่อยผุพังคืนไปสู่ธรรมชาติไป อทิสสมานกายคือกายในเมื่อหมดที่อาศัยก็ต้องร่อนเร่หาที่อยู่ใหม่ต่อไป ตามวิบากของกรรม กายกับจิตไม่ใช่อันเดียวกัน ก็รู้อยู่แค่นี้ แต่ก็ไม่เคยกระจ่างแจ้งแก่ใจว่า กายกับใจคนละอันกัน แต่เมื่อท่านแสดงอาการให้เห็น จิตกระตุกวาบ ไฟสว่างจ้าขึ้นแก่ใจว่า เอ่อใช่นะ มันเห็นชัดตามนั้นในขณะนั้นเลยว่า รูปก็ส่วนหนึ่ง เราก็ส่วนหนึ่งเกาะเกี่ยวกันอยู่ด้วยอุปทานความยึดมั่นในตัว ในตนว่านี่คือเรา แท้จริงไม่ใช่เลย
จากความกระตุกที่วาบเข้ามาในใจนั้น มันติดตามผู้เขียนมาถึงบ้านแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยรู้นี้ ไม่ว่าพระครูบาท่านจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามแต่คำสอนของท่านนั้น มันจี้ได้ตรงจุดของผู้เขียนอย่างจัง เมื่อมาถึงบ้านคำพูดของท่านก็ยังไม่เลือนไปด้วยเลย สมัยนั้น ผู้เขียนยังทำงานอยู่ เช้าหลังตื่นนอนแล้วก็มีปกติเดินออกกำลังกายกลับไป กลับมาอยู่ในบ้านก็เลยถือโอกาสว่าอย่าแค่เดินเฉยๆเลย เอาความรู้สึกมาจับรู้ในอิริยาบถเดินนี้เลย ก็เดินกลับไป กลับมา เท้าสัมผัสพื้นรู้ตาม เท้ายกขึ้นรู้ตาม ไม่ได้ทำยกหนอ เหยียบหนอ ย่างหนอแต่อย่างใด และก็ไม่ได้ค่อยๆยก ย่าง เหยียบแต่อย่างใด ก็เดินเป็นปกตินี่เองเพิ่มแค่เอาจิตไปรู้ตามในอาการนั้นแค่นั้น แต่เมื่อตามรู้ไปทุกย่างก้าว รู้ไปทุกการหมุนตัวกลับไปกลับมานี้ ที่สุดก็เห็นถึงพลังของอาการก้าวนั้น สติตั้งมั่นแล้วนั่นเอง อยู่ๆก็รู้สึกเห็นตัวเองยืนอยู่ด้านหนึ่งแล้วบอกกับตัวเองว่าเห็นไหม นั่น ซากศพเดินได้ ถ้าไม่มีเราอยู่ด้วยมันเป็นได้แค่ซากศพ ไม่รู้อะไรเลย แต่พอเราเข้าไปยึดมันกลายเป็นเราไปทันที เราไปรู้ว่าเรากำลังเดินอยู่ เรากำลังทำนั่น นี่ นู่นอยู่ มันเกิดเป็นเราทำทันที ลองเข้าไปสิ เออใช่ เมื่อคิดว่าเรากลับเข้าไปอยู่มันเป็นเราไปทันที แต่พอแยกออกไปอีก นั่น มันซากศพเดินอยู่ เป็นแค่ผีดิบที่เดินไปมาเท่านั้นเอง แล้วความสงสัยก็เกิดขึ้นว่า อ้าว แล้วถ้าไม่ใช่เป็นอันเดียวกันแล้วมันมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร รู้ก็ผุดขึ้นมาสอนว่า กรรมสิ กรรมเป็นตัวส่งมาให้มาเกิด มาปฏิสนธิในครรภ์ มาก่อรูปขึ้น จากตุ่มเล็กๆ เติบใหญ่ขึ้น พัฒนาขึ้นมีตุ่ม 5 ตุ่มงอกขึ้นมา พัฒนาขึ้นเป็นแขน เป็นขา เป็นศรีษะ ถ้ามีกรรมตัวไหนมาตัดรอนส่วนนั้นก็หยุดพัฒนาการไม่งอกต่อ ก็กลายเป็นพิการในส่วนนั้นๆไป ส่วนจะไปเกิดที่ไหน สูงต่ำดำขาวอย่างไร เกิดไหนฐานะไหน ประเทศใด ล้วนมีกรรมเป็นเครื่องกำหนดให้ทั้งสิ้น
ความสว่างวาบในครั้งนั้น ทำให้ผู้เขียนได้รู้ว่า ธรรมอันใด ถ้าหากจะใช้กำลังของตนเองเป็นเครื่องนำแต่อย่างเดียวย่อมเป็นไปได้โดยยาก แต่หากมีกัลยาณมิตรเป็นผู้เปิดให้ ช่วยจี้จุดให้ตรงกับจริตตนการเข้าเห็นจริงตามคำสอนย่อมเป็นได้โดยง่ายกว่าการใช้แต่กำลังของอัตตาตน เพราะธรรมะนั้นล้ำลึกเกินกว่าสติปัญญาอันหยาบกระด้างจะเข้าถึงได้โดยง่าย ดังนั้น การรับฟังคำแนะนำของกัลนาณมิตรบ้างจึงไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด แต่ยังจะได้คุณธรรมอีกข้อเกิดขึ้นด้วย นั่นคือการละวางอัตตาตัวตน ซึ่งเป็นกิเลสใหญ่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่าเป็นสิ่งควรละในอันดับต้นๆ นั่น สักกายทิฏฐินั่นเอง
แล้ววงรอบแห่งกรรมที่ขึ้นต้นไว้มาจากไหน หากไม่พูดถึงเรื่องนี้ โพสต์นี้ก็คงไม่สมบูรณ์นะคะ ท่านกล่าวไว้ว่าคนเราเมื่อเกิดมาแล้วย่อมสร้างกรรม คำว่ากรรม เป็นคำกลางๆนะคะ แปลว่าการกระทำ ดังนั้น จึงมีทั้งกรรมดีที่เป็นกุศล เรียกว่าบุญ และกรรมไม่ดีที่เป็นอกุศล เรียกว่า บาป ดังนั้น ถ้ากล่าวถึงกรรมส่งผลจึงมีทั้งกรรมที่เป็นบุญและบาปได้ทั้งสิ้น วงรอบแห่งกรรมก็เช่นกัน กรรมทั้งหลายที่ส่งเรามาเกิดแต่ภพก่อนนั้น ได้ถูกประมวลมาแล้วจากจุติจิต คือจิตดวงสุดท้ายขณะกำลังจะตายนั่นเองส่งผลมา เป็นการสร้างภพไว้ให้เรียบร้อยแล้วว่าจะต้องไปสู่ที่ใดในภพภูมิทั้ง 31 ภพภูมิในวัฏสงสารนี้ จุติจิตล้วนกำหนดไว้ให้แล้วทั้งสิ้น หากยังข้องอยู่ในกาม กามภูมิ 11 ภูมิย่อมเป็นที่ไป แต่เมื่อละกามแล้วแต่ยังเป็นแค่ผลของฌานโลกีย์เหล่านี้ย่อมถึงรูปพรหมและอรูปพรหม แต่ยังพรหมพิเศษอีกระดับหนึ่งที่นี่ผู้ได้ฌานโลกีย์ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ เรียกว่าภูมิสุทธาวาส เป็นที่พักของพระอริยะระดับอนาคามี เพราะยังไม่สามารถละอนุสัยบางประการได้จึงยังเหลือภพให้ได้เกิดอยู่ เพียงไม่กลับมาในกามภพอีกต่อไปแล้วเพราะละกามได้แล้ว ท่านจึงได้ชื่อว่าย่อมไม่มาเกิดอีกต่อไปนั่นเอง เมื่อท่านละอนุสัยได้แล้วจึงเดินหน้าไปสู่นิพพานได้สถานเดียวเท่านั้น ดังนั้น แม้ท่านจะเข้าถึงความเป็นพระอนาคามีแล้ว แต่ยังมีกิจที่จะต้องทำต่อคือทำภพที่เหลือให้หมดสิ้นไปอยู่ ท่านจึงยังจัดว่าเป็นเสขบุคคล คือผู้ยังศึกษาอยู่นั่นเอง จนกว่าท่านจะสามารถละอนุสัยได้แล้วจึงเรียกว่าจบกิจในพระศาสนา เป็นอเสขบุคคลได้
เมื่อวงรอบแห่งกรรมมาถึง นั่นหมายถึงการถึงเวลาของวิบากคือผลของกรรมที่จุติจิตส่งมาให้เกิดเป็นคนก็จะเปลี่ยนตัวเป็นปฏิสนธิจิตหยั่งเข้าสู่ครรภ์มารดา สิ่งที่ส่งมาด้วยคือวิบากของกรรมที่จะต้องชดใช้ ซึ่งมีทั้งวิบากที่เป็นกุศลและอกุศล ยามใดที่เป็นวงรอบของกุศลวิบากในยามนั้นก็จะได้พบแต่เรื่องที่ดี ที่เจริญใจ แต่ยามใดที่ถึงวงรอบของอกุศลวิบากเวียนมาถึงยามนั้นอุปสรรค์และเรื่องทุกข์ยาก เรื่องคับแค้นใจก็ประดังเข้ามา นี่คือเรื่องวงรอบของกรรมที่เราสามารถเห็นและสัมผัสได้ในตาเนื้อๆคือเห็นจากวิถีจิตนี้ แต่ยังมีสิ่งที่นอนเนื่องอยู่ข้างในซึ่งวิถีจิต คือจิตปกติที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำไม่สามารถเข้าไปเห็นและสัมผัสได้ เพราะมันฝังอยู่ในภพของจิต ซึ่งตัวนี้จะพบได้ในภวังคจิต อาจเทียบได้กับภาษาในยุคปัจจุบันว่า จิตใต้สำนึก ตัวจิตใต้สำนึกนี้เองคือสิ่งที่นอนเนื่องเป็นอนุสัยอยู่ข้างใน สั่งสมยาวนานข้ามภพข้ามชาติ เมื่อสั่งสมย่อมต้องหมายความว่านับเอนกอนันตชาติที่ผ่านมา เราล้วนสะสมกรรมนอนเนื่องเอาไว้มากมาย ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่ากรรมที่จะให้ผลนั้น จัดตามกำลังของกรรม คือ คุรุกรรมถือเป็นกรรมหนัก กรรมนี้ให้ผลก่อน อาจิณกรรม กรรมที่เป็นอุปนิสัยคือทำจนเป็นความเคยชิน นี่ให้ผลรอง อาสันนกรรม คือกรรมกาอนตาย กรรมตัวนี้หากไม่มีกรรมหนักและกรรมอุปนิสัยที่เข้มข้น กรรมตัวนี้จะให้ผลก่อน และกตัตตากรรม กรรมที่กระทำโดยไม่เจตนา กรรมตัวนี้ให้ผลหลังสุด เมื่อกรรมใหญ่ให้ผลก่อน ย่อมเป็นกรรมที่เห็นชัดได้ในชีวิตประจำวัน กรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ให้ผลหลังสุด สิ่งที่เล็กและนอนเนื่องอยู่ยาวนาน และอยู่ลึกมากๆ คงกระเพื่อมมาให้เห็นในชีวิตประจำวันไม่ได้ ที่จะสามารถเข้าไปเห็นและทำลายได้มีแต่ภวังคจิตเท่านั้น ผู้จะเข้าถึงภวังค์จิตได้ต้องมีกำลังสมาธิตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป
ก็ลองมานึกดูว่า ในแต่ละวันเราล้วนสร้างกรรม แค่ชาตินี้ชาติเดียวก็มีวิบากให้ต้องชดใช้มากมายมหาศาลแล้ว แล้วถ้ารวมกับสิ่งที่สะสมนอนเนื่องอยู่ในใจด้วยแล้ว เราจะต้องตายเกิด ตายเกิดอีกกี่อสงไขยชาติกันหนอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู ทรงรู้แจ้งแทงตลอดในวัฏสงสารนี้ ทั้งเหตุของการเกิดและทำอย่างไรจึงจะพ้นจากการเกิดอันต้องชดใช้กรรมไม่รู้สิ้นนี้ จึงทรงสอนหนทางแห่งความพ้นทุกข์นี้ด้วย อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไว้ให้แล้ว เราแค่นำมาปฏิบัติตามให้เห็นจริงตามที่พระองค์ทรงสอนเท่านั้น
