
- ความต้องการจากลูกหลานของผู้สูงอายุ
ประเด็นคำถามข้อนี้ต้องการให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อลูกหลานว่า ต้องการให้ลูกหลานทำอะไรให้ตนเอง ในฐานะที่เป็นผู้สูงอายุเนื่องจากไม่ได้ถาม “ข้อเท็จจริง” คำตอบทั้งหมดจึงเปรียบเสมือนส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตของผู้สูงอายุ คำตอบบางเรื่องไม่ใช่สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการจะให้ลูกหลานปฏิบัติต่อตน แต่เป็นสิ่งที่ปรารถนาจะได้เห็นแบบแผนพฤติกรรมที่คาดหวังจะให้เกิดขึ้น ผลจากการศึกษาพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด ไม่ต้องการหรือคาดหวังอะไรจากลูกหลาน โดยให้เหตุผลว่าลูกหลานต่างประพฤติปฏิบัติต่อตนเองดีอยู่แล้ว ไม่คาดหวังจะให้ลูกหลานทำอะไรให้ เพราะต่างก็มีภาระที่ต้องดูแลครอบครัวของตนเองอยู่แล้ว ไม่ต้องการเพราะยังสามารถช่วยตัวเองได้หรือลูกหลานก็ได้ช่วยเหลือตนเองอย่างเต็มความสามารถ ถ้าคาดหวังมากไปกว่านี้ก็จะเป็นการเพิ่มภาระ เพียงแค่เห็นลูกหลานมีความสุขก็พอใจ ผู้สูงอายุหลายรายตอบว่าที่ไม่ต้องการอะไรจากลูกหลานก็เพราะ ลูกหลานบางคนฐานะยากจน ขณะนี้ลูกหลานก็ยังช่วยตัวเองไม่ค่อยได้ บางครั้งก็อาศัยผู้สูงอายุอยู่จึงคิดว่าต้องให้ลูกหลานช่วยตัวเองเสียก่อน
ผู้สูงอายุที่เหลือส่วนใหญ่ มีความคาดหวังจากลูกหลานแตกต่างกัน คือ ต้องการให้ลูกหลานมาเยี่ยม มาอยู่ใกล้ๆ รู้สึกว้าเหว่ถ้าลูกหลานไปทำงานไกลๆ แต่ก็ต้องทำใจ เพราะต่างก็ไปเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ ในยามเจ็บป่วยก็รู้สึกคิดถึงอยากให้มาอยู่ใกล้ๆ จะได้พึ่งพาและอบอุ่นใจ แต่ก็เป็นไปได้ยากเพราะลำบากในการเดินทาง บางครั้งมาเยี่ยมในช่วงสงกรานต์เท่านั้น แต่ก็ยังดีที่ส่งเงินทองมาให้ใช้เสมอๆ
มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ลูกหลานอพยพออกไปจากบ้านทั้งที่อยู่ภายในอำเภอ จังหวัดหรือกรุงเทพฯ เพราะความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ แต่ส่วนใหญ่จะมีลูกอยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน โดยเฉพาะลูกคนสุดท้องที่พ่อแม่หวังจะยกที่ดินให้ทำกิน ผู้สูงอายุจึงยังคงได้รับการดูแลจากลูกหลานอยู่ ส่วนคำตอบที่ได้ คือ อยากให้ลูกหลานมาเยี่ยมเยียนและมาช่วยเหลือดูแลก็เพราะผู้สูงอายุอยากเห็นทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ผู้สูงอายุที่ลูกหลานอพยพหรือไปทำงานที่อื่นก็อยากให้กลับมาบ่อยๆ บางคนที่อยู่ไม่ไกลจะกลับมาเยี่ยมผู้สูงอายุทุกเดือน ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังไม่มีปัญหาเพราะในชุมชนชนบท ผู้สูงอายุยังมีญาติ เพื่อน ลูกหลานและเพื่อนบ้านที่ยังคงไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุที่ต้องการให้ลูกหลานมาเยี่ยม หรือมาช่วยเหลือดูแลก็เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเหมือนกลุ่มแรกที่ไม่ต้องการอะไรจากลูกหลาน
สำหรับความต้องการอื่นๆ เช่น ต้องการให้ลูกหลานให้เงินช่วยเหลือ ต้องการให้ลูกหลานเป็นคนดี เคารพเชื่อฟัง ช่วยทำมาหากินและมีความสามัคคีปรองดองกัน อยากให้ลูกหลานพูดจาดี อยากให้ลูกหลานซื้อของมาฝากบ้าง อยากให้ลูกหลานเป็นคนดี ไม่เที่ยวเตร่ อ่อนน้อมถ่อมตน ขยันเรียนหนังสือ อยากให้ลูกหลานเป็นคนซื่อตรง ไม่ดื่มเหล้า ไม่กินยาบ้า ต้องการให้ประกอบคุณงามความดีสืบสานวัฒนธรรมและทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
- ผู้สูงอายุควรทำงานต่อไปหรือไม่
ในการศึกษาครั้งนี้พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่แม้จะมีอายุเกิน 60 ปี และถูกกำหนดโดยทางกฎหมายว่าเป็นผู้สูงอายุ ยังคงปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างปกติเพียงลดปริมาณลง แต่ผู้สูงอายุบางคนก็ยังคงทำหน้าที่เหมือนเดิม นอกจากบางรายที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงจนทำงานไม่ได้ อย่างไรก็ตามพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ได้เลี่ยงการทำงานที่ต้องใช้แรงงาน เช่น งานในไร่นามาเป็นการทำงานเบาๆ ที่บ้านดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทต้นๆ ในการนำเสนอแนวคิดของผู้สูงอายุต่อการทำงานนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องการทราบว่า ผู้สูงอายุมีความคิดเห็นอย่างไร ถ้าหากร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุยังปกติอยู่เหมือนเดิม ผู้สูงอายุเหล่านั้นควรจะทำงานต่อไปหรือไม่ การสอบถามนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบเงื่อนไขของการที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่ควรจะละเว้นจากการทำงาน ซึ่งผู้สูงอายุควรจะกำหนดที่อายุเท่าใดจึงจะสอดคล้องกับความเป็นจริง การถามคำถามนี้เป็นการสมมุติที่ต้องการทราบว่าผู้สูงอายุคิดอย่างไรและมีเหตุผลอะไร
ผลจากการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ถ้าหากมีร่างกายแข็งแรง มีความจำดีก็สมควรทำงานต่อไป โดยได้ให้เหตุผลดังนี้
- เพื่อสามารถหารายได้เป็นของตนเองไม่ต้องพึ่งคนอื่น
2. เพื่อเป็นการออกกำลังกาย
3. เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระลูกหลาน
4. เพื่อจะได้ไม่เหงา ไม่รำคาญ
5. เพื่อจะได้ทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัวและสังคม
6. เพื่อการมีคุณค่า มีความภูมิใจในตนเองและเป็นความสุข
เมื่อได้สอบถามถึงเหตุผลที่ผู้สูงอายุได้คิดว่าถ้าผู้สูงอายุมีร่างกายแข็งแรงยังมีความจำดี ความคิดดีนั้น “การทำงาน” คือสิ่งที่แสดงถึงคุณค่าและความสำคัญของการดำเนินชีวิต ซึ่งสามารถสรุปเหตุผลตามประเด็นต่างๆ ดังนี้
- เพื่อเป็นการหารายได้ของตนเองไม่ต้องพึ่งคนอื่น
การทำงานต่อไป จะสามารถหารายได้ของตัวเอง ถ้าไม่ทำงานก็ต้องอาศัยลูกหลานให้เลี้ยงดู แต่ถ้าทำงานได้อย่างเดิมจะลดการพึ่งพา ไม่ต้องรบกวนเงินทองจากผู้อื่น การทำงานได้จะมีความรู้สึกว่ามีคุณค่า นอกจากจะมีรายได้เป็นของตนเองแล้ว เงินที่หาได้ยังสามารถจุนเจือช่วยค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวด้วย ผู้สูงอายุบางรายที่อายุมากกว่า 70 ปี ได้ให้เหตุผลว่าต้องทำงานตลอดถ้าไม่ทำงานก็จะต้องอาศัยลูกหลาน ผู้สูงอายุที่เชื่อในความสามารถในการทำงานหาเงินได้ นอกจากจะทำให้ตนเองมีรายได้แล้ว ยังช่วยหาเงินเสริมค่าใช้จ่ายของครอบครัวเป็นการช่วยลูกอีกทางหนึ่ง
- เพื่อเป็นการออกกำลังกาย
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ ให้ความสำคัญของการทำงานเพื่อที่จะได้มีการออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ถ้าหากไม่ทำงานนั่งๆ นอนๆ จะเจ็บปวดเมื่อยเนื้อตัว และทำให้แก่มากยิ่งขึ้น การทำงานเป็นการออกแรงและยังทำให้สบายใจ แต่มีข้อแม้ว่างานที่ทำนั้นจะต้องไม่ใช่งานที่หนักมาก หรือใช้แรงมากจนเกินที่กำลังร่างกายจะรับได้ เช่น การทำนาเพราะเป็นงานหนักต้องตรากตรำ ส่วนงานเบาๆ นั้น หากทำจนมีเหงื่อออกจะรู้สึกสบาย เช่น งานถางหญ้า กวาดบ้าน ปลูกต้นไม้ ตัดกิ่งไม้ รดน้ำต้นไม้ รวมทั้งทำงานในบ้านเลี้ยงหลาน การทำงานในความหมายนี้จึงเน้นที่ได้ออกกำลัง ผู้สูงอายุบางคนที่มีที่นา 40-50 ไร่ ได้ตอบว่าสุขภาพไม่ดีทำเพื่อให้ทั้งหมดไม่ได้ แต่ได้ออกกำลังกายจึงลดลงเพียง 4-5 ไร่ เพื่อแก้เหงา ส่วนที่นาผืนใหญ่ให้คนอื่นทำ ผู้สูงอายุเชื่อว่าการทำงานเป็นการออกกำลังกายที่ดี เพราะถ้าหากนั่งๆ นอนๆ จะทำให้เส้นยึด ทำอะไรไม่ไหว และยังอาจเจ็บป่วยได้ง่าย และไม่เกิดประโยชน์ถ้าไม่ทำงานอะไรเลย
- เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระลูกหลาน
เนื่องจากการดำเนินชีวิตในชนบท ไม่มีการแบ่งงานทำอย่างเด็ดขาด ยิ่งเป็นงานภาคเกษตรกรรม ทุกคนจะร่วมมือร่วมแรงทำงานเพื่อให้เสร็จสิ้นทันตามฤดูกาล การทำงานของผู้สูงอายุที่ต้องการแบ่งเบาภาระลูกหลานนั้น เพียงหวังเป็นกำลังเสริมให้ลูกหลาน แม้จะทำได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิม แต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้ช่วยอะไร ผู้สูงอายุเชื่อว่าการทำงาน เช่น เลี้ยงหลาน ดูแลบ้านทำอาหารให้ลูกก่อนไปทำไร่ทำนา ซักเสื้อผ้า ทำความสะอาด ถือว่าเป็นการแบ่งเบาภาระลูกหลานได้ ส่วนใหญ่จะเป็นงานในบ้านรวมทั้งงานนอกบ้าน ถ้าสุขภาพร่างกายสามารถทนได้หรือทำได้ก็สมควรต้องทำงานต่อไปจนกว่าจะรู้สึกว่าทำไม่ได้ หรือทำแล้วจะเกิดปัญหาความเจ็บป่วย ถ้ายังมีสุขภาพดีก็ควรช่วยแบ่งเบาภาระของลูกหลาน
- เพื่อจะได้ไม่เหงาไม่รำคาญ
ในการศึกษาครั้งนี้ มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ถูกลูกหลานบังคับไม่ให้ทำงานเพราะเกรงจะเกิดอันตรายหรือเจ็บป่วย ลูกหลานมีความประสงค์จะให้ผู้สูงอายุได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ภายหลังที่ได้ทำงานหนักมาแล้วตลอดชีวิต แต่ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งมีความคิดว่าการอยู่เฉยๆ เป็นเรื่องน่ารำคาญ และทนสภาพที่ต้องนั่งๆ นอนๆ ไม่ได้จึงต้องแอบทำงานเพราะความเคยชิน ดังนั้นผู้สูงอายุที่คิดว่าถ้าได้ทำงานแล้วจะเป็นการแก้เหงาไม่รำคาญ ควรจะต้องทำต่อไปไม่ว่าจะอายุมากเท่าใด จนกว่าจะทำไม่ได้จริงๆ
- เพื่อจะได้ทำประโยชน์ให้แก่ครอบครัวและสังคม
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีความเห็นว่า การทำงานเป็นสิ่งที่ดีเป็นการทำตัวให้เป็นประโยชน์ทำให้ตนเองมีคุณค่า ไม่ควรปล่อยให้ลูกหลานหาเลี้ยงหากยังมีแรง และมีความตั้งใจ ไม่ควรยอมเป็นแก่ งานที่ทำควรจะเป็นงานเบาๆ เช่น ทำงานบ้านเลี้ยงหลาน ดูแลต้นไม้ ถ้าหากอยู่เฉยๆ เหมือนคนไร้ประโยชน์
- เพื่อการมีคุณค่า มีความภูมิใจในตนเองและเป็นความสุข
ผู้สูงอายุส่วนหนึ่งคิดว่าควรทำงานต่อไป จะได้เป็นคนมีคุณค่า คุณค่า หมายถึง สิ่งที่สามารถทำประโยชน์ให้แก่ตัวเอง ครอบครัวและสังคม การทำงานเป็นความภูมิใจ เพราะนอกจากจะมีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว ยังช่วยจุนเจือครอบครัว เพราะฉะนั้นควรจะทำต่อไปจนกว่าจะไม่มีแรง การทำงานทำให้เกิดความสบายใจ มีความสุข แม้ว่าจะทำไม่ได้เท่าวัยหนุ่มสาว แต่ถ้ายังทำได้ก็ควรทำคุณค่าอยู่ที่การได้ทำงาน และทำตัวให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด
นอกจากประเด็นหลักๆ 6 ประการที่กล่าวมาแล้ว ยังพบว่าผู้สูงอายุได้แสดงความคิดเห็นว่าการทำงานเป็นเรื่องการสมัครใจ งานที่ทำควรเป็นงานเบาๆ ไม่ควรทำงานเก็บกำลังของร่างกาย ไม่ควรหักโหม แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถ ที่จะทำงานนั้นๆ ได้ และไม่ใช่เป็นงานที่ลำบากเกินตัวผู้สูงอายุ งานที่ผู้สูงอายุเสนอว่ามีความเหมาะสมคือ การทำงานบ้าน ดูแลต้นไม้ ปลูกพืชผักสวนครัว จักสาน เป็นต้น ผู้สูงอายุไม่ควรอยู่นิ่งเฉย เพราะจะเกิดความรำคาญ ควรต้องทำอะไรสักอย่าง ที่เป็นประโยชน์ ชีวิตจะได้มีคุณค่าช่วยเหลือครอบครัวและสังคมได้
สำหรับผู้สูงอายุที่มีความคิดเห็นว่า ผู้สูงอายุไม่ควรทำงานนั้น ได้แสดงความคิดเห็นว่าผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ได้ทำงานมามากแล้ว สมควรที่จะต้องพักผ่อน เป็นเวลาที่ลูกหลานควรจะเป็นผู้ดูแล ผู้สูงอายุควรทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ เพราะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก ควรนำประสบการณ์และความรู้ถ่ายทอด อบรมสั่งสอนลูกหลานก็น่าจะเพียงพอ ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะอาจทำให้เจ็บป่วย เป็นผลเสียต่อสุขภาพ รายได้และกำลังแรงงานที่ต้องทำอาจไม่คุ้ม เพราะค่าจ้างแรงงานต่ำ เวลาต้องจ่ายค่ารักษาอาจมากกว่าหลายเท่า นอกจากนี้ยังเป็นภาระแก่ลูกหลานถ้าเกิดเจ็บป่วยหรือเป็นอันตรายขึ้นมา
ดังนั้นผู้สูงอายุที่มีความคิดเห็นว่าไม่ควรทำงานถ้าไม่จำเป็น ผู้สูงอายุควรอยู่บ้าน การทำงานถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ที่ผู้สูงอายุอาจเจ็บป่วยขึ้นมากได้เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่ มีสุขภาพไม่แข็งกรงเพราะวัยที่สูงขึ้นๆ ส่วนผู้ที่อายุมากและสุขภาพไม่ดีควรหลีกเลี่ยงการทำงานเพราะผลเสียไม่คุ้มกับผลที่ได้รับ
ยังมีผู้สูงอายุอีกกลุ่มหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นแบบกลางๆ คือ ถ้าผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรงก็อาจทำงานได้ แต่ก็ควรเป็นงานเบาๆ หรือเป็นผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นที่จะต้องหาเลี้ยงชีวิต ก็จะต้องทำงานเพราะไม่มีลูกหลานคอยเลี้ยงดู แต่ถ้ามีลูกหลานคอยดูแลเอาใจใส่อยู่แล้วก็ไม่ควรทำ เพราะชาวบ้านจะนินทาและมองดูไม่ดีถ้าปล่อยให้คนแก่ทำงาน
กล่าวโดยสรุป การทำงานหรือไม่ทำงาน ดังที่ผู้สูงอายุได้แสดงความคิดเห็นนี้ ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการทำงานเป็นสิ่งที่ดี ถ้าหากยังมีความสามารถเพราะแสดงถึงศักดิ์ศรี และมองตนเองว่ามีคุณค่า นอกจากนี้ยังสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเอง โดยไม่ต้องรบกวนลูกหลาน เป็นการแบ่งเบาภาระในครอบครัว การทำงานที่ไม่มุ่งหวังรายได้ เช่น การทำงานเพื่อสุขภาพก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้สูงอายุเชื่อว่า การอยู่เฉยๆ ทำให้สุขภาพแย่ลง ถ้าหากได้ทำงานแล้วจะมีความสุข และเป็นการออกกำลังกายมีความสดชื่นสามารถป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยได้ นอกกจากนี้ผู้สูงอายุยังได้เสนอว่า การทำงานเบาๆ เป็นสิ่งที่ควรทำ ผู้สูงอายุไม่ควรทำงานหนักเกินกำลัง จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี การทำงานนอกเหนือจากเหตุผลดังกล่าวแล้ว ผู้สูงอายุเชื่อว่าการทำงานไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพร่างกาย ครอบครัว และชุมชน ซึ่งจะต้องประเมินตนเองว่าจะสามารถทำได้เพียงใด นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังคิดว่าหากไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวในการทำงานได้ ผู้สูงอายุควรจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำ คำปรึกษาแก่ลูกหลานแทน เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์การทำงานมายาวนาน
