
ทำไมเราต้องเจริญสมถกรรมฐาน การเจริญสมถกรรมฐานคือการกำหนดรู้ กำหนดรู้อะไร ก็คือการเข้ามากำหนดรู้ในกายในใจของเรานี่เอง ไม่ใช่อะไรอื่นที่นอกตัวเราออกไป อุปกรณ์ก็มีแต่กายกับใจนี่เท่านั้น ซึ่งสามารถพกพาติดตัวไปได้ทุกที่ จึงไม่มีข้ออ้างว่าไม่มีเวลา
เมื่อครั้งที่แล้วเราพูดถึงการตั้งฐานให้กับจิตของตนด้วยการเจริญอานาปานสติกันไปแล้ว เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นในการปฏิบัติเพื่อถึงความพ้นไปในวัฏสงสารวันนี้ จะขอนำโพสต์เก่าที่เคยทำไว้มาทบทวนกันอีกครั้งนะคะ มาทบทวนกันค่ะ
การกำหนดรู้ ในการเจริญสมถกรรมฐานนั้นมีหลายแบบ แล้วแต่จริตผู้ปฏิบัติจะเป็นไป กรรมฐาน 40 มีอนุสติ 10 มีกสิณ 10 มีอสุภ 10 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 มีจตุธาตุววัตถาน 1 มีพรหมวิหาร 4 และอรูปฌาน 4 นี่ตามแบบ
แต่ถ้าเอาแบบที่ทำกันทั่วไปโดยมาก ก็กำหนดรู้ลมหายใจเรียกว่าอานาปานสติ บางสำนักกำหนดรู้อย่างเดียว หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ แค่รู้ไม่ต้องฝืนให้สั้นให้ยาว รู้ตามความเป็นจริงของลมหายใจ บางสำนักกำหนดรู้ลมไปพร้อมกับคำภาวนา หายใจเข้า พุท – หายใจออกโธ อย่างนี้ไป หรือจะใช้คำภาวนาอื่นใด สัมมาอะระหัง นะมะพะทะ ยุบหนอ พองหนอ นี่คู่กับลมหายใจเข้าออกหรือจะท่องเฉพาะคำบริกรรม แบบนี้ไม่ต้องดูลมหายใจท่องคำบริกรรมอย่างเดียว
ทั้งหมดนี้เพื่อให้จิตมีงานทำ จะได้ไม่หนีไปเที่ยวที่ไหน ใจเมื่อมีหลักยึดและมีสติคอยตามรู้ เมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จิตที่มารู้กาย ก็จะเห็นกายตามความเป็นจริงก่อน กายตั้งอยู่สบาย ไม่สบาย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เมื่อย ปวด เป็นทุกข์ เป็นสุข จะปรากฏเข้ามาในจิต
เมื่อจิตมารู้กายนั่นหมายถึงว่าสมาธิได้เกิดก่อขึ้น สมาธิตัวนี้จะไปสร้างพลังหรือกำลังให้จิต จิตที่มีกำลังนี้จะไปกระทบปลายสุดของเส้นประสาท ที่นี่คือจุดเชื่อมต่อระหว่างกายนอกซึ่งหยาบ เป็นแท่งเป็นทรงเรียกว่าร่างกายหรือกายหยาบ อีกด้านหนึ่งจะเป็นกายในที่ละเอียดจนโปร่งแสง ไม่สามารถมองได้ด้วยตาเนื้อ ท่านเรียกว่ากายละเอียดหรือกายทิพย์
เมื่อจิตที่เคยรับรู้แต่กายหยาบกระทบแต่ของหยาบ ที่ห่อหุ้มอยู่แต่นอกๆ ที่มืดมัว หม่นหมองทึมทึบ ไร้ซึ่งพลังใดๆทรงกายอยู่กับความไม่รู้ตัวรู้ตน ย่อมต้องตกใจ สะดุ้งสะท้านสะเทือน เมื่อต้องมากระทบกับอีกกายที่อยู่ภายใน อันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีอยู่ และเพราะกำลังที่ได้มายังน้อยนิด ไม่สามารถข้ามผ่านเข้าไปได้จึงพลัดตกลงมา จุดนี้เรียกว่า จิตตกจากภวังคจิต ผู้เข้าถึงจุดนี้จึงผวาตื่น เหมือนตกลงมาจากที่สูง
อย่างนี้ไม่ต้องตกใจ ให้หมั่นทำต่อไปเรื่อย ท่านจะสอนว่า ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ
เรียกว่าทำไปจนเป็นอุปนิสัย ถึงเวลาก็ต้องมาทำจึงเรียกว่าเจริญกรรมฐาน เมื่อฐานของเราแน่นขึ้น กำลังก็เพิ่มขึ้น ตอนนี้ผู้ปฏิบัติหลายคนจะรู้คุณสมบัติพิเศษ หลายคนรู้เฉพาะกายนี้และใจนี้
เราจะพูดเฉพาะการรู้กายนี้และใจนี้ ผู้ปฏิบัติเมื่อชำนาญในการทำกรรมฐานแล้ว สามารถรู้กายกระทบใจ รู้ใจกระทบกาย ท่านเรียกว่าเกิดวสี วสีคือความชำนาญ สามารถเข้าถึงสมาธิได้ในทันทีที่กำหนดจิต นี่จึงจะเห็นผลประโยชน์ของการทำสมถกรรมฐาน ท่านเรียกว่ามีจิตอันควรแก่การงาน
งานอะไรที่จะเกิดจากการเจริญสมถกรรมฐาน ใช่ต้องเป็นงานของจิต จิตตรงนี้อ่อน ใส เบาสบาย เพราะเกิดจากความสงบของจิต จิตมีความรู้เห็นตามเป็นจริงของกาย กายนี้สุขหรือทุกข์ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ก็รู้ รู้มากเข้าๆที่สุดก็จะเห็นความไม่เที่ยงของจิต ล้วนเป็นทุกข์ เพราะไม่สามารถยึดถือ ไม่สามารถบังคับบัญชาเป็นตัวเป็นตนได้ และมีสภาพเสื่อมไปสลายไป วิปัสสนาญาณเริ่มขึ้นจากจุดนี้เอง เราไม่ต้องไปเร่ง ไม่ต้องไปปรุง เมื่อจิตสงบตั้งมั่นแล้ว อารมณ์ใดกรายเข้า แม้ยังไม่ทันกระทบจิตจะจับทัน เห็นก่อนที่จะทันนำไปปรุงแต่ง ตามกิเลสจะลากไป ทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น
และจิตเมื่อเข้ามาถึงจุดนี้ จิตที่มารู้กาย หากไม่แยกออกไปทำวิปัสสนา จิตที่ยังไม่หมดความอยากรู้ ก็จะไปทำฤทธิ์ต่างๆได้ดังปรารถนา จิตจะสามารถเข้าไปกำหนดรู้สภาวะทางกาย เห็นความไม่สบายของกายจากจุดไหน จิตที่รู้เวทนาจะกำหนดรู้เวทนาแล้วสลาย เวทนาในจุดนั้นๆได้ เรียกว่ามีความสามารถ ในการรักษากายตนเองและผู้อื่น แต่โดยมากจะไม่เห็นกิจจำเป็นในการรักษาผู้อื่น เพราะต้องใช้พลังมาก จึงแค่ใช้กับตัวเอง
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ผู้เจริญกรรมฐานแล้ว มีหน้าตาผิวพรรณที่ผุดผาดผ่องใส เนื่องจากปกติคนเรามักตกอยู่ในอารมณ์ต่างๆ เป็นสุขก็หลงสุข เป็นทุกข์ก็หลงทุกข์ อาการต่างๆจึงปรากฏออกทางกาย เคมีในกายจึงแปรปรวนไปตามเหตุ เมื่อรู้กาย เห็นกายแล้ว กระแสพลังที่เกิดจากการฝึกจิตนี้ จะสามารถไปกำหนดคลี่คลาย อารมณ์ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ ความเกร็ง ความแข็งตามจุดต่างๆ ถูกผ่อนคลายไปพร้อมกับจิตที่คลี่คลาย ความผ่องใสจึงกระจายออก พร้อมกับความวางเฉยในกาย
จุดนี้สามารถเจริญต่อไปถึง สังขารุเบกขาญาณในที่สุด สังขารุเบกขาญาณที่บังเกิดต่อผู้ปฏิบัติ เมื่อใดเราจึงเห็นนาทีสุดท้ายอันสงบ ปราศจากความทุรนทุราย ไขว่คว้าหนีความตายเหมือนคนทั่วไป เพราะรู้ว่าถึงเวลาถอดปลอกอันหนักหนาทิ้ง กายอันนี้ไม่สมควรจะทนอยู่อีกต่อ ภพทั้งหลายไม่อาจฉุดท่านไว้ได้แล้ว นิพพาน ความสมบูรณ์รอบบังเกิดแล้ว นิพพานัง ปรมัง สุขขัง สาธุ
