คอลัมน์ » “เริ่มต้นจากตัวตนชวนทุกคนเป็นคนดี (4)”

“เริ่มต้นจากตัวตนชวนทุกคนเป็นคนดี (4)”

8 ตุลาคม 2022
161   0

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นเนื่องจากคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่คิดถึงแต่ตัวเองอยากรวยง่ายอยากรวยเร็วและอยากรวยมากต่างดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อให้มีทัดเทียมกับคนอื่นในทางวัตถุชอบที่จะทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่คำนึงถึงคนอื่นแม้แต่พ่อแม่พี่น้องของตัวเองเอาความต้องการทางวัตถุของตัวเองเป็นใหญ่จนลืมคิดถึงคุณธรรมความดีงาม

หลายคนเกิดมาโชคดีได้เป็นแพทย์พยาบาลบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีโอกาสสร้างคุณค่าให้ชีวิตในการดูแลรักษาคนไข้จากการทำงานหาเลี้ยงชีพทุกวันแต่บางคนละเลยการปฏิบัติหน้าที่ที่ดีกับคนไข้จึงอยากเตือนสติให้ทุกคนคิดถึงความดีงามทางจิตใจที่ได้ทำสิ่งที่มีคุณค่ากับคนไข้และคนทั่วไปซึ่งจะคงอยู่กับเราตลอดไปข้ามภพข้ามชาติ

เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆ อาชีพที่มีหน้าที่บริการประชาชนขณะที่ทำงานหาเลียงชีพอย่าลืมสร้างคุณค่าให้ชีวิตด้วยการทำสิ่งที่ดีงามด้วยหัวใจให้ผู้มารับบริการด้วย

ผมยังจำได้ว่าในวันครบรอบวันเกิดอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ วันที่ 21 มี.ค. 2557 (วันเดียวกับ นายกตู่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา) สิ่งแรกที่ทำในเช้านั้นคือไปกราบขอพรจาก อ.นพ.บุญยงค์ วงค์รักมิตร ที่ห้องกิจการพิเศษ รพ.น่าน ซึ่งอ.จะมานั่งทำงานเป็นประจำในฐานะที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานประชาคมน่านทุกวันราชการตั้งแต่เวลาราว 09.30 น.ถึงเที่ยงวันนั้น อ.ได้ดึงตัวผมไปกอดพร้อมให้พรผมมากมายและกระซิบบอกผมว่า “ผอ.ยังมีเวลาทำงานให้แผ่นดินอีก 20 ปี”

ผมได้ถาม อ.ว่า “เมื่อไหร่ อ.จะเกษียณเพราะปีนั้น อ.ย่างเข้า 81 ปีแล้ว ยังคงมาทำงานทุกเช้าอ.ไม่ตอบแต่ชี้ไปที่รูปในหลวง ร.9 พร้อมถามผมว่า “พระองค์ปีนี้ 86 พรรษา แล้วทรงเกษียณแล้วยังยังทรงงานอยู่ทุกวันเพื่อประชาชนแล้วเราจะเกษียณได้อย่างไร?”

หลังจากวันนั้นผมได้คิดทบทวนว่าหลังเกษียณจะทำอะไรที่แน่ๆคงไม่กลับไปเปิดคลินิกหรือทำงานรพ.เอกชนเพื่อหาเงินแล้วแต่จะทำอะไรดีเพื่อแทนคุณแผ่นดินผมได้เห็นถึงความวุ่นวายในสังคมที่มีแต่ความแตกแยกมีการโจรกรรมทำร้ายฆ่ากันตายทุกวันไม่มีความปลอดภัยด้านการเมืองก็มีแต่เรื่องโกงกินคอรัปชั่นแม้แต่ในวงการแพทย์และสาธารณสุขก็มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งภายในองค์กรการฟ้องร้องทางการแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้นทั้งนี้ผมเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้จะลดลงถ้าสังคมมีคนดีเพิ่มขึ้นผมจึงตัดสินใจว่าจะสร้างคนดีแทนคุณแผ่นดินเมื่อมีโอกาสได้บอก อ.บุญยงค์ท่านดีใจมาก

ตลอดเวลา 2 ปี ที่อยู่ รพ.น่าน ผมได้ข้อคิดจากท่านมากมายเพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการบรรยายในการสร้างคนดี

ผมกลับไป รพ.น่าน อีกครั้ง เพื่อร่วมงาน “60ปีรพ.น่าน” ในวันที่ 21 ก.พ. 2559 มีการเสวนาถึงรพ.น่านในแต่ละสมัยโดย ผอ.รพ.น่าน 5 คน หลังเสร็จงานแล้วผมได้ไปส่ง อ.บุญยงค์วงค์รักมิตร ที่บ้านสวนท่านได้บอกกับผมว่า “ขอให้ ผอ.สร้างคนดีแทนคุณแผ่นดินต่อไปอย่าได้หยุดเพราะ ผอ.มี (ท่านชี้ที่อกข้างซ้ายของผมชี้ที่หัวและจับมือผม) ทำต่อไปนะ” ผมรู้เลยว่า อ.กำลังบอกกับผมว่าผมมีหัวใจ (Heart) ที่มุ่งมั่นมีความรู้ (Head) และมีประสบการณ์ (Hand) ที่สะสมมายาวนานมันคือหัวใจในการพัฒนางาน (3H) ผมเชื่อว่าในการทำงานใดก็ตามหัวใจสำคัญที่สุดคือต้องมีใจที่มุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จใจที่มั่นคงไม่ไหวหวั่นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบวกกับความรู้และประสบการณ์ผมขอฝากข้อคิดนี้ให้กับทุกคนเพื่อใช้ 3H ในการพัฒนางานในหน้าที่ของเราให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและยังนำมาใช้ในการพัฒนาชีวิตของเราได้ด้วย

มีหลายคนบอกกับผมว่าการสร้างคนดีนั้นจำเป็นต้องทำตั้งแต่ยังเด็กควรมีการปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่ระดับประถมการมาสอนตอนโตนั้นโอกาสสำเร็จน้อยแต่ในความคิดของผมนั้นแม้ว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเราได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆมามากมายมีทั้งความสมหวังผิดหวังบางครั้งต้องสูญเสียญาติสนิทการที่มีคนมาสะกิดให้คิดเรื่องคุณธรรมจริยธรรมมุมมองของเราก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้แม้ไม่เกิดขึ้นทันทีก็อาจค่อยๆเปลี่ยนไป

พระอาจารย์ท่าน ว.วชิรเมธี เคยให้พรปีใหม่ 4 ประการมีประการหนึ่งว่า “ขอให้เป็นคนดีเหมือนองคุลีมาล” พระอาจารย์อธิบายว่าแม้องคุลีมาลจะเคยฆ่าคนมาถึง 999 คน ยังสามารถกลับตัวเป็นคนดีวางดาบบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้”

ทำให้ผมมีกำลังใจในการสร้างคนดีมากขึ้นเพราะถ้าเราสามารถเปลี่ยนคนให้เป็นคนดีได้จะเกิดคุณประโยชน์อย่างมากต่อสังคมโดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นมีบทบาทหน้าที่สำคัญในสังคมเช่นเป็นครูแพทย์พยาบาลที่จะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นต่อไป

มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยถามผมว่า “พิษณุไม่เหนื่อยหรือเห็นเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อสร้างคนดีหวังอะไร?” ผมได้ตอบท่านไปว่า “เหนื่อยครับเหนื่อยกับการเดินทางการบรรยายในการสร้างแรงบันดาลใจต้องใช้พลังมากแต่ก็มีความสุขเพราะมีความรักและศรัทธาในสิ่งที่ทำผมหวังเพียงว่าไปบรรยายครั้งหนึ่งมีคนดีเพิ่มขึ้น 1 คน ผมก็ดีใจแล้วคนหนึ่งคนที่ดีขึ้นจะทำให้อีกหลายๆคนได้รับผลกระทบที่ดีมากมายโดยเฉพาะถ้าเป็นแพทย์พยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์คนไข้จะได้รับอนิสงค์อย่างมากเอาแค่คนงานเปลดีขึ้นหนึ่งคนวันหนึ่งเข็นเปลส่งคนไข้ 30 คน เดือนหนึ่งร่วมพันคนปีหนึ่งหมื่นกว่าคนทำงาน 20 ปี เข็นเปลส่งคนไข้กว่า 2 แสนคนช่วยให้คนไข้ 2 แสนกว่าคนที่อยู่บนเปลมีความสุขไม่ต้องกลัวว่าจะตกเปล”

ท่านชื่นชมและฝากให้ช่วยพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวง ร.9 ทรงสอนพวกเรามาหลายสิบปีแต่ยังมีคนนำไปปฏิบัติน้อยผมจึงรับปากว่าจะนำไปเป็นส่วนสำคัญในการบรรยายด้วยทุกครั้งโดยเริ่มต้นจากพระบรมราโชวาทที่ว่า

“ผู้คนต่างเสียเวลาไปกับการดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อหาเงินมาจับจ่ายใช้สอยให้ตนเองมีทัดเทียมกับคนอื่นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางวัตถุสิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตคนในสังคมไทยไปโดยสิ้นเชิงจากเดิมที่เคยมีชีวิตเรียบง่ายให้ความสำคัญกับจิตใจมากกว่าวัตถุยึดถือในเรื่องคุณธรรมความดีงามมากกว่าเงินทองทรัพย์สมบัติ”

ทำให้ผมคิดถึงสมัยที่เป็นผู้บริหาร รพ.แต่ละวันต้องเซ็นต์ใบรับรองเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่เพื่อนำไปกู้เงินจากธนาคารบางวันมีมากถึง 50 คน ทีเดียวมีจนท.คนหนึ่งเงินเดือน 25,000 บาท แต่รับจริงแค่ 5,000 บาท แล้วยังจะกู้เงินเพิ่มอีกเพื่อเปลี่ยนรถใหม่ผมถามว่าจะเอาเงินที่ไหนมาใช้เธอตอบว่ามีเงิน OT ผมถามว่าถ้าเกิดป่วยหรือประสบอุบัติเหตุขึ้นเวรไม่ได้จะทำอย่างไรหวังเงินชดเชยก็ไม่ได้เพราะไม่เคยทำประกันชีวิตที่น่าสนใจก็คือรถเดิมก็ยังดีอยู่ใช้ไม่ถึง 5 ปีแต่อยากเปลี่ยนรุ่นใหม่แพงกว่าเดิมขนาดเครื่องใหญ่ขึ้นซึ่งก็หมายถึงค่าบำรุงรักษาที่มากขึ้นด้วยผมพยายามเกลี้ยกล่อมให้คิดถึงคำสอนเรื่องความพอเพียงของในหลวง ร.9 แต่ก็ไม่ได้ผลมีน้อยรายที่จะกู้เงินเพื่อสร้างบ้านหรือนำไปลงทุนทำการค้าเสริมงานประจำซึ่งผมจะสนับสนุนเพราะเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ผมได้ฝากให้หัวหน้ากลุ่มงานหัวหน้าหอผู้ป่วยคอยสอดส่องดูแลชี้แนะให้น้องๆนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นแนวทางในการกำเนินชีวิตด้วย

เจ้าหน้าที่ รพ.หลายคนโดยเฉพาะพยาบาลเมื่อสร้างหนี้ไว้ก็ต้องทำงานมากขึ้นบางคนอยู่เวรมากกว่าที่สภาวิชาชีพกำหนดเนื่องจากไปอยู่เวรที่รพ.เอกชนด้วยทำให้ร่างกายอ่อนล้าสมรรถภาพของการทำงานแย่ลงทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ได้ผมเคยถามจนท.ว่ารู้ไหมทำไมเมื่อมีการแลกเวรจะต้องให้หัวหน้าเซ็นรับทราบด้วยหลายคนรู้แต่เพียงว่าเป็นระเบียบปฏิบัติต่อเนื่องกันมานานความจริงแล้วต้องการให้หัวหน้าพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วยต้องดูว่าอยู่เวรติดกันเกินไปหรือไม่เพราะจะทำให้ความสามารถในการทำงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานโดยเฉพาะในเวรดึกทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ได้มีจนท.หลายคนที่มีปัญหาครอบครัวถึงขั้นหย่าร้างด้วยเหตุผลที่ว่าอยู่แต่เวรจนไม่มีเวลาดูแลครอบครัวมีน้องพยาบาลคนหนึ่งถึงกับฆ่าตัวตายเนื่องจากคนรักเอาใจออกห่างหลังจากกู้เงินซื้อรถให้เนื่องจากมาหาเมื่อไรก็อยู่เวรเพื่อหาเงินใช้หนี้จึงมีแฟนใหม่เสียทั้งแฟนเสียทั้งรถน่าเศร้ายิ่งนักผมเชื่อว่าแนวคิดเรื่อง “ความพอเพียง” ของในหลวง ร.9 จะเป็นพื้นฐานการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง

ผมได้นิมนตร์พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี จากไร่เชิญตะวันเชียงรายไปบรรยายธรรมให้คนรพ.น่านและชาวน่านฟัง เมื่อ 7 ก.ย. 2557 เนื่องจากใกล้ครบวาระราชการแล้วชาวน่านบอกไม่มีโอกาสได้ฟังการบรรยายธรรมของพระอาจารย์ท่านมีเมตตาต่อผมมากได้มาบรรยายที่ รพ.น่านในหัวข้อ “ชีวิตน้อยหนึ่งนี้มีคุณอนันต์” วันนั้นทั้งจนท.และประชาชนเต็มห้องประชุมทั้งที่เป็นวันเสาร์วันนั้นอ.ถวัลย์ดัชนีศิลปินแห่งชาติเพิ่งเสียชีวิตพระอ.ได้บรรยายถึงเรื่องการเกิดแก่เจ็บตายความยากลำบากเพียงใดที่จะเกิดมาเป็นคนได้ชี้ให้เห็นว่า อ.ถวัลย์เป็นตัวอย่างของการ “มาสว่างไปสว่าง” เนื่องจากเกิดในตระกูลที่ดีมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีเมื่อยามจากไปได้ทำคุณงามความดีไว้มากมายสร้างผลงานศิลปะไว้ทั่วโลกตลอด 2 ชม.ที่พระอ.บรรยายนั้นทุกคนมีความสุขสงบมากผมสรุปได้ว่า

“โชคดีที่สุดแล้วที่ได้เกิดมาเป็นคนคนเรานั้นไม่ว่าจะมามืดหรือสว่างต้องพยายามไปสว่างการไปสว่างนั้นไม่ยากเพียงแต่ต้องเปลี่ยนตัวเองจากคนที่มีมูลค่าให้เป็นคนที่มีคุณค่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้นไม่พอต้องเป็นที่พึ่งให้คนอื่นด้วย”

หลังการบรรยายธรรมขณะฉันท์เพลผมได้กราบเรียนพระอาจารย์ว่าผมถามตัวเองว่าตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ผมมีมูลค่าเท่าไรผมบอกได้เลยเพราะเป็นรูปธรรมชัดเจนเป็นทรัพย์สินเงินทองสมบัติพัสถานหรือหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดล้วนเป็นค่าตอบแทนที่ได้จากการหาเลี้ยงชีพ

แต่พอถามตัวเองว่าผมมีคุณค่าเท่าใดผมตอบไม่ได้เพราะเป็นนามธรรมทั้งสิ้นเช่นความดีความงามความมีน้ำใจความซื่อสัตย์สุจริตความเมตตากรุณาความกตัญญูกตเวทีเป็นต้นซึ่งล้วนแต่เกิดจากการทำงานที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนผมคิดว่าโดยหน้าที่ของพวกเราที่ดูแลรักษาคนไข้ที่กำลังทุกข์จากความเจ็บป่วยนอกจากจะทำมาหาเลี้ยงชีพแล้วเรายังได้คุณค่าซึ่งไม่อาจตีเป็นมูลค่าได้เลยขอเพียงเรามีความเมตตากรุณาทำหน้าที่ด้วยหัวใจที่ดีงามเท่านั้น

เราจึงควรสร้างคุณค่าให้ตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ดีงามสิ่งที่เป็นนามธรรมเป็นการกระทำโดยไม่หวังผลตอบแทนและควรเริ่มทำตั้งแต่เวลานี้เลยอย่ารอว่าให้มีเงินหรือมีฐานะดีก่อนเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าจะต้องจากโลกนี้ไปเมื่อใด

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”

นพ.พิษณุขันติพงษ์