คอลัมน์ » วิกฤติโควิด-19 เราจะอยู่อย่างไรให้ปลอดภัย?

วิกฤติโควิด-19 เราจะอยู่อย่างไรให้ปลอดภัย?

3 พฤศจิกายน 2021
66   0

 

สถานการณ์โควิด

ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลก 229,283,642 คน (25 ม.ค. 64 ครบ 100 ล้านคน)

เสียชีวิต 4,705,384 คน

ประเทศไทย

ภาพรวมของการระบาดยังต้องคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่อีก 12,709 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 106 คน

ยอดผู้ติดเชื้อรวม 1,489,186 คน (ยอดผู้ติดเชื้อทะลุ1ล้านคน วันที่ 20 ส.ค. 64)

ปัจจุบันถือเป็น อันดับที่ 29 ของโลก

ยอดผู้เสียชีวิตรวม 15,469 คน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เสียชีวิต วันที่ 14 ก.ย. 64 จำนวน 136 ราย พบว่า

อายุ 60 ปีขึ้นไป 96 ราย (71%)

อายุน้อยกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 28 ราย (21%)

รวมสองกลุ่มนี้ 92%

จากข้อมูลล่าสุดนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของวัคซีนที่จะช่วยลดการ

เสียชีวิต ในกลุ่มเสี่ยงนี้จึงควรรีบฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด

ข้อมูลหญิงตั้งครรภ์ 1 เม.ย. ถึง 11 ก.ย. 64

ติดเชื้อรวม 3,668 ราย (คลอดแล้ว 1,731 ราย 53.71% ผ่าตัดคลอด 52.69%)

มารดาที่ติดเชื้อได้รับวัคซีน 85 ราย (2.3%)

ทารกติดเชื้อ 154 ราย

มารดาเสียชีวิต 82 ราย (2.26%) ทารกเสียชีวิต 37 ราย (1.91)

ข้อมูลจากการศึกษา แม่ที่ติดเชื้อโควิด

  • มีโอกาสเสียชีวิตราว 85% สูงกว่าคนทั่วไป 2.5 เท่า (จากระบบการหายใจล้มเหลว เนื่องจากมดลูกโต มีน้ำคร่ำมากขึ้นอาจดันปอดให้ขยายตัวได้ลำบาก)
  • เพิ่มอัตราการคลอดก่อนกำหนดและทำให้ทารกเสียชีวิตราว8%
  • อัตราติดเชื้อจากแม่สู่ลูก8% (อาจเกิดจากการถ่ายทอดโดยตรงจากแม่สู่ลูกหรือจากการสัมผัสหลังคลอด)

จึงควรรีบฉีดวัคซีนหลังตั้งครรภ์ครบ 12 สัปดาห์ ตามคำแนะนำของสูติแพทย์และเจ้าหน้าที่ห้องฝากครรภ์ จากการศึกษาพบว่าภูมิคุ้มกันโควิดจากการฉีดวัคซีนสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่เด็กในครรภ์ได้ 

ข้อมูลการฉีดวัคซีนโควิด

จำนวนการฉีดวัคซีนสะสมทั่วประเทศ วันที่ 28 ก.พ. – 19 ก.ย. 64

รวม 44,742,049 โดส

เข็มที่ 1 ได้ 29,002,572 ราย

เข็มที่ 2 ได้ 15,118,015 ราย

เข็มที่ 3 ได้ 621,462 ราย

จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม วันที่ 28 ก.พ. – 19 ก.ย. 64

  • บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข

เป้าหมาย 712,000 คน เข็ม 1 ได้ 884,686 คน (124.3%) เข็ม 2 ได้ 827,960 คน (116.3%)

เข็ม 3 ได้ 621,462 คน (87.3%)

  • เจ้าหน้าที่ด่านหน้า

เป้าหมาย 1,900,000คน เข็ม1ได้ 1,135,367คน (59.8%) เข็ม2ได้ 864,226คน (45.5%)

  • อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)

เป้าหมาย 1,000,000 คน เข็ม 1 ได้ 702,965 คน (70.3%) เข็ม 2 ได้ 495,459 คน (49.5%)

  • กลุ่มอายุ60ปีขึ้นไป

เป้าหมาย 10,906,142 คน เข็ม 1 ได้ 5,942,900 คน (54.5%) เข็ม 2 ได้ 2,877,016 คน (26.4%)

  • กลุ่มโรคเรื้อรัง 7 โรค(1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรังโรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคไตวายเรื้อรัง 4.โรคหลอดเลือดสมอง 5.โรคอ้วน 6. โรคมะเร็ง 7.โรคเบาหวาน)

เป้าหมาย 6,347,125 คน เข็ม 1 ได้ 3,404,068 คน (53.6%) เข็ม 2 ได้ 1,631,325 คน (25.7%)

  • กลุ่มหญิงตั้งครรภ์

เป้าหมาย 500,000 คน เข็ม 1 ได้ 61,103 คน (12.2%) เข็ม 2 ได้ 29,835คน (6.0%)

  • ประชาชนทั่วไป

เป้าหมาย 28,634,733 คน เข็ม1ได้16,871,483 คน (58.9%) ฉีดเข็ม 2ได้ 8,392,194 คน (29.3%)

รวมทั้งหมดเป้าหมาย 50,000,000 คน

เข็ม 1 ได้ 29,002,572คน (58%) เข็ม 2 ได้ 15,118,015 คน (30.2%) เข็ม 3 ได้ 621,462 คน (1.2%)

ในช่วงภาวะวิกฤติ ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่ออกมามากมายทุกวัน มีทั้งขัดแย้งหรือสนับสนุนกัน ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย ขณะเดียวกันการระบาดของโรคก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมได้ หลายประเทศยังคงประกาศมาตรการล็อคดาวน์อย่างเข้มงวดแม้ว่าจะฉีดวัคซีนให้กับประชาชนไปมากแล้ว แสดงว่าวัคซีนไม่ใช่คำตอบที่จะหยุดยั้งการระบาดของโรค เหมือนที่เราตั้งความหวังไว้

ไม่กี่วันมานี้เพื่อนแพทย์รุ่นเดียวกันและรุ่นพี่ที่ผมรู้จักรวม3คนต่างก็ติดเชื้อโควิด ต้องนอนรักษาตัวในรพ. คนหนึ่งต้องอยู่ในICUถึง14วันทั้งๆที่ได้รับวัคซีนAstra Zeneca 1เข็มมาเดือนหนึ่งแล้วอีกคนหนึ่งได้รับวัคซีนAstra Zenaca1เข็มตามด้วยPfizerเข็มที่2 ทั้งสามคนบอกว่าได้ระมัดระวังตัวเองตามมาตรการทุกอย่างแล้ว แต่ก็ยังติดได้ จากแม่บ้านและสมาชิกในครอบครัว พบว่าคนในบ้านติดเกือบหมดบ้าน

นักวิชาการหลายคนทั่วโลกต่างทำนายว่าวิกฤติการระบาดของโรคโควิดครั้งนี้จะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน อาจเป็นเป็นปีหรือหลายปี ไม่มีใครบอกได้แน่นอน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรให้ปลอดภัยจากโควิดจึงเป็นคำถามที่ทุกคนต้องการคำตอบ

วิธีหนึ่งที่ศ.เกียรติคุณ นพ.อุดม คุชินทร แนะนำคือการป้องกันแบบครอบจักรวาล (Universal prevention) ซึ่งผมเห็นว่าเป็นแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดเพราะเราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ผมได้ยินวิธีการนี้ครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีก่อน ช่วงมีการระบาดของโรคเอดส์ เนื่องจากไม่มีใครรู้ว่าคนไข้คนไหนมีเชื้อเอดส์ แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จึงต้องมีการป้องกันตัวเองทุกรูปแบบและทุกเวลาในขณะที่ทำการตรวจรักษาผู้ป่วยทุกคน เพื่อไม่ให้สัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย

ในปัจจุบันผมเชื่อว่าประชาชนทุกคนคงปฏิบัติตัวตามวิถีชีวิตใหม่ ที่ทางสาธารณสุขแนะนำ เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อโควิดหรืออาจเป็นคนแพร่เชื้อเองถ้าติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ แต่ในการป้องกันแบบครอบจักรวาลนั้นจะต้องเข้มงวดขึ้นดังนี้

  1. ออกบ้านเมื่อจำเป็นเท่านั้น เนื่องจากเราต้องไปเจอคนอื่นมากมายนอกบ้าน ทั้งคนที่รู้จักและคนแปลกหน้า เราไม่รู้ว่ามีใครติดเชื้อโควิดบ้าง เป็นการเพิ่มโอกาสติดเชื้อ ถ้าจำเป็นจะต้องวางแผนการเดินทางให้ดี มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เมื่อเสร็จธุระแล้วรีบกลับบ้านทันที
  2. ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นผู้สูงอายุผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ให้เลี่ยงการออกนอกบ้านนอกจากจำเป็นให้ออกนอกบ้านน้อยที่สุดและใช้เวลาสั้นที่สุดเนื่องจากคนกลุ่มนี้เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและอาจเสียชีวิตได้ ปัจจุบันในการรับยาต่อเนื่องจะสามารถติดต่อกับแพทย์ผู้รักษาทางโทรศัพท์หรือวิดิโอคอลได้ ทำให้เว้นระยะห่างในการพบแพทย์ได้ ทางรพ.สามารถจัดยาส่งทางไปรษณีย์ได้ เช่นกันถ้าจำเป็นต้องไปรพ.สามารถนัดเวลาที่แน่นอนและเตรียมข้อมูล ผลแลปให้พร้อมจะได้ไม่ต้องใช้เวลาในรพ.นาน เมื่อเสร็จแล้วควรรีบกลับบ้านทันที
  3. เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย1-2เมตรในทุกสถานที่ทุกกิจกรรม

เนื่องจากเรารู้แล้วว่าเชื้อโควิดติดต่อได้จากน้ำมูกน้ำลายที่ฟุ้งกระจายเวลาไอจาม ซึ่งการฟุ้งกระจายมักไม่เกินระยะ2เมตร ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงต้องรักษาระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2เมตรเสมอ และควรหลีกเลี่ยงไม่ไปในพื้นที่จำกัดหรือสถานที่ ที่มีคนจำนวนมาก จนไม่สามารถเว้นระยะห่างได้

            สำหรับร้านค้าร้านอาหาร ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดอย่างเคร่งครัดในการจัดที่นั่งในร้านไม่ให้แออัด ต้องเว้นระยะห่าง1-2เมตรทุกที่นั่ง ถ้ามีลูกค้ามากอาจต้องจัดคิวการให้บริการให้เป็นไปตามระเบียบ

  1. สวมหน้ากากอนามัยและทับด้วยหน้ากากผ้าให้หน้ากากทั้งสองชั้นกระชับสนิทกับใบหน้าปิดทั้งจมูกและปากตลอดเวลาเมื่ออยู่ในสถานที่มีมากกว่า 2 คน

เราทราบแล้วว่าหน้ากากอนามัยสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิดได้ถ้าคนติดเชื้อใส่หน้าการอนามัยจะป้องกันการแพร่เชื้อได้ถึง95% ถ้าคนติดเชื้อไม่ใส่หน้ากากอนามัยแต่คนที่ใกล้ชิดใส่จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 30% แต่ถ้าใส่ทั้ง2คนจะป้องกันได้ถึง 98.5% ถ้าอยู่ห่างกัน1-2 เมตร จะป้องกันได้ 100%

            อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับชนิดและวิธีการใส่หน้ากากอนามัยด้วย หน้ากากอนามัยชนิดกระดาษที่ใช้กันทั่วไปจะต้องสวมให้ด้านที่มีสีเข้มอยู่ด้านนอกและเอาด้านที่มีเหล็กอยู่บริเวณดั้งจมูก เมื่อใส่แล้วจะต้องกดส่วนที่เป็นก้านเหล็กให้แนบชิดกับดั้งจมูกและโหนกแก้ม จะต้องคลุมทั้งปากและจมูก ใส่สายคล้องหูทั้ง2ข้าง สำหรับหน้ากากผ้านั้นโดยทั่วไปจะไม่มีก้านเหล็กทำให้ใส่ไม่กระชับและการกรองเชื้อโรคจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าแบบกระดาษ ดังนั้นเมื่ออยู่ในพื้นที่ปิดหรือมีคนอื่นจำนวนมากจึงควรใส่หน้ากากอนามัย2ชั้น ใส่ที่เป็นกระดาษอยู่ชั้นในและหน้ากากผ้าชั้นนอก สำหรับในบ้านนั้นควรใช้วิธีนี้กรณีที่บ้านอยู่ในพื้นที่การระบาดรุนแรงหรือมีสมาชิกในบ้านต้องไปทำงานนอกบ้านในพื้นที่เสี่ยง

หน้ากากอนามัยชนิดกระดาษควรใช้แล้วทิ้ง โดยแยกทิ้งใส่ถุงดำมัดปากถุงและติดป้ายว่าเป็นขยะหน้ากากอนามัยหรือม้วนให้เป็นชิ้นเล็กยีดใส่ในขวดน้ำดื่มจนเต็มปิดฝาก่อนนำไปทั้ง หลายพื้นที่จะมีถังเก็บขยะแยกหน้ากากอนามัยชัดเจน ก่อนนำไปทำลายเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่น

  1. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าที่สวมใส่อยู่ รวมทั้งใบหน้า ตา ปาก จมูกโดยไม่จำเป็น มีการศึกษาว่าคนเราจับใบหน้าโดยไม่จงใจบ่อยถึง3ครั้งต่อชม. เป็นที่ทราบกันแล้วว่าเชื้อโควิดจะเข้าร่างกายได้ทางท่อน้ำตา รูจมูกและปากจึงเป็นเหตุให้ติดเชื้อได้ จึงต้องฝึกให้รู้ตัวอยู่เสมอ ที่จะไม่ใช้มือขยี้ตา หรือนิ้วมือแหย่จมูกและปาก
  2. ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์หลังสัมผัสวัตถุสิ่งของร่วมกันต้องคิดว่ามีคนอื่นที่ติดเชื้อสัมผัสหรืออาจสัมผัสมาแล้ว เมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะ มือเราอาจไปสัมผัสพื้นผิววัสดุ เครื่องมือเครื่องใช้ที่มีเชื้อโควิดติดอยู่เช่นลูกบิดประตู ราวบันได พนักเก้าอี้ เรารู้ว่าเชื้อโควิดถูกทำลายได้จากสบู่ล้างมือทั่วไปและ70%แอลกอฮอล์ จึงควรทำความสะอาดมือของเราบ่อยๆโดยเฉพาะเมื่ออยู่นอกบ้าน
  3. ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อยๆไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้หรือสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพ เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลอาคารที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่สาธารณะ สถานที่ที่ให้บริการ เช่นร้านอาหาร ร้านค้า โรงแรม โรงเรียน หอพัก จะต้องทำความสะอาดพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยเช่นลูกบิดประตู ที่กดลิฟต์ ราวบันได ราวจับข้างผนัง บ่อยๆโดยใช้70%แอลกอฮอล์เช็ดหรือฉีดสเปย์ที่พื้นผิวโดยตรง เนื่องจากราคาไม่แพง ใช้สะดวกและหาซื้อง่าย
  4. แยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิดไม่ควรใช้ของร่วมกับคนอื่น โดยปกติคนรุ่นใหม่มักแยกของใช้ส่วนตัวอยู่แล้ว เช่นผ้าเช็ดหน้าผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ที่สำคัญคือแก้วน้ำดื่ม ช้อนส้อมที่ใช้รับประทานอาหาร และควรมีช้อนกลางส่วนตัวเมื่อทานร่วมกับคนอื่น ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อแม้ว่าจะอยู่ในครอบครัวเดียวกันก็ตาม ถือว่าทุกคนมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อและแพร่เชื้อได้เสมอ
  5. เลือกทานอาหารร้อนหรือที่ปรุงสุกใหม่ๆควรแยกรับประทานอาหารกับบุคคลอื่น หรือหากรับประทานอาหารร่วมกัน(สมาชิกในครอบครัวเท่านั้น) ให้ใช้ช้อนกลางส่วนตัว โดยทั่วไปทุกคนควรทานอาหารที่ปรุงสุกแล้วหรือยังร้อนๆที่ปรุงสุกใหม่ให้มั่นใจว่าปลอดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ตลอดจนเชื้อพยาธิบางชนิดด้วย ในช่วงนี้ถ้าสามารถแยกสำรับทานของใครของมันจะดีที่สุดเพราะควรรักษาระยะห่าง1-2เมตรเสมอ ถ้าทานในบ้านที่ไม่ได้แยกสำรับควรใช้ช้อนกลางของใครของมันด้วยจะปลอดภัยที่สุด
  6. ถ้ามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อควรแยกตัวจากผู้อื่นประมาณ 14 วัน และตรวจเบื้องต้นด้วยATK ควรตรวจหลังการสัมผัสโรคราว 3-5 วันถ้าไม่พบการติดเชื้อให้ตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่งใน3-5วันหรือเมื่อมีอาการ ถ้าผลเป็นบวกให้แจ้งสถานพยาบาลใกล้บ้าน

ถ้าเราทำได้ทั้งสิบประการ ไม่ว่าการระบาดของโควิด-19 จะอยู่อีกนานเท่าไร เราก็สามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีนถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนเพราะไม่ว่าเราจะระมัดระวังตัวเองอย่างไรก็มีโอกาสติดเชื้อได้ แม้ว่าไม่สามารถจะป้องกันการติดเชื้อได้100%แต่ลดอาการป่วยหนักหรือเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน

จากข้อมูลของสาธารณสุขเชียงราย 20 ก.ย. 64

  • ผู้สูงอายุ เป้าหมาย 221,915 คน ฉีดได้ 118,230 คน (28%)
  • กลุ่มโรคเรื้อรัง 7 โรค เป้าหมาย 83,210 คน ฉีดได้ 38,290 คน (02%)
  • หญิงตั้งครรภ์ เป้าหมาย 2,258 คน ฉีดได้ 438 คน (40%)
  • รวมทั้ง 3 กลุ่ม (608) เป้าหมาย 307,383 คน ฉีดได้ 156,958 คน (06%)
  • รวมทุกกลุ่ม เป้าหมาย 770,243 คน ฉีดได้ 332,226 คน (13%) (คิดเป้าหมาย 70% เหลือต้องฉีดอีก 58,210 คน)

ช่วงนี้ทุกคนต้องอดทน และทำใจที่จะอยู่กับโควิดไปอีกนานนับปีหรือหลายปี เป็นเช่นนี้ทั่วโลก จึงต้องรักษาสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจให้สมบูรณ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันตัวเองสูงสุดหรือครอบจักรวาล ที่สำคัญต้องรีบไปรับการฉีดวัคซีนทันทีที่มีโอกาส

            ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่จำเป็นต้องเลือกวัคซีนที่ต้องรอ ขอให้เชื่อตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณาสุข “วัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่ฉีดได้เร็วที่สุด” “เรายังไม่ปลอดภัยจนกว่าทุกคนจะปลอดภัย”

พึงระลึกไว้เสมอว่า

“คนเราเกิดมาเพื่อแบ่งปัน”

(Born to share)

คนมีมากแบ่งปันให้คนมีน้อย คนมีน้อยแบ่งปันให้คนที่มีน้อยกว่า

เราจะผ่านวิกฤติโควิดไปด้วยกัน

ร่วมกันสร้างสังคมเข้มแข็งที่มีแต่รอยยิ้มของทุกคน

 

ผมเขียนบทความนี้เนื่องจากเราคงต้องอยู่กับโควิดไปอีกนาน จะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจและปฏิบัติได้ด้วยตัวเองครับ

หมอณุ

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”