คอลัมน์ » วัคซีนโควิด-19 เราจะเอาไงดี?

วัคซีนโควิด-19 เราจะเอาไงดี?

30 กรกฎาคม 2021
149   0

ผมเขียนบทความนี้เพื่อลดความสับสนและกังวลใจสำหรับทุกคน จากที่มีข่าวมากมายมีทั้งจริงบ้างเท็จบ้าง เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ฉีดแล้วยังติดได้ โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดได้มากที่สุดยังมีติดเชื้อแบะเสียชีวิต หลายคนจึงไม่ต้องการฉีดหลายคนจะรอเลือกวัคซีนที่เชื่อว่ามีประสิทธิภาพดีที่สุด ผมยังคงยืนยันว่าวัคซีนที่ดีที่สุดเวลานี้คือวัคซีนที่ฉีดได้เร็วที่สุดตามที่กระทรวงสาธารณสุขจัดให้

ในสถานการณ์โรคโควิด19ที่กำลังระบาดอยู่ในประเทศไทยและทั่วโลก มีข้อมูลทางโซเชี่ยลมีเดียออกมามากมายทุกวัน ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายกับประชาชน แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ ไม่รู้จะเชื่ออะไรดี โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับวัคซีนซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการหยุดโรคนี้

            วันที่ 19 ก.ค. 64 เวลา 09.00 น. มีผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลก 191,196,634 คน เสียชีวิตสะสม 4,105,435 คน องค์การอนามัยโลกเพิ่งประกาศวันที่ 25 ม.ค.64 มีผู้ติดเชื้อครบ 100 ล้านคน ซึ่งใช้เวลาปีเศษตั้งแต่พบเชื้อโควิด แต่ต่อมาอีกเพียง 5 เดือนเศษเราพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นถึง 91 ล้านคน แสดงถึงความรุนแรงของเชื้อที่เพิ่มขึ้นและความล้มเหลวในการควบคุมการระบาด

วันที่19 ก.ค. 64 ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อสะสม 415,170 คน นับเป็นอันดับที่ 54 ของโลก พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,784 คน พบผู้เสียชีวิต 81 คน ผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 3,422 คน

ข้อมูล 18 ก.ค. 64 มีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ 116,135 คน เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 3,464 คน และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 846 คน จะเห็นได้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤติ มีคนไข้ต้องการเตียงเพิ่มขึ้นกว่า 5 พันเตียงทุกวัน จะไปหาที่ไหนและคนไข้หนักเพิ่มขึ้น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมากขึ้นทุกวันจะไปเอาที่ไหน บุคลากรทางการแพทย์ก็มีเท่าเดิมโดยเฉพาะที่มีความสามารถในการดูแลคนไข้หนัก และใช้เครื่องช่วยหายใจได้ บุคลากรเหล่านี้ทำงานหนักมาหลายเดือนแล้ว กำลังหมดแรง อัตราการเสียชีวิตคงจะมากขึ้นไปอีกถ้ายังคงพบคนไข้มากขึ้นทุกวัน

วัคซีนถือเป็นวิธีแก้ไขที่ดีเพื่อให้ปชช.มีภูมิคุ้มกัน ตามเป้าหมายจะต้องฉีดวัคซีนให้ปชช.ทั้งหมด 50 ล้านคน จึงจะทำให้ควบคุมการระบาดในประเทศไทยได้

พบว่าตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ถึง วันที่ 17 ก.ค.64 ฉีดได้ 14,223,762 โดส เป็นเข็มแรก 10,780,432 โดส เข็มสอง 3,443,330 โดส ที่ฉีดได้ตามเป้าหมายคือบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่มีจำนวน 712,000 คน ถือเป็นกลุ่มสำคัญที่ควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรก พบว่าได้รับการฉีดครบสองเข็มแล้ว 692,734 คน(97.3%)

จากข้อมูลวันที่ 14 ก.ค. 64 พบว่ากลุ่มเสี่ยง 2 กลุ่มที่มีโอกาสป่วยหนัก เสียชีวิตได้ คือกลุ่มผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค เป้าหมาย 5,350,000 คน ฉีดเข็มแรก 1,068,481 โดส (20%) เข็มสอง 214,793 โดส (4%) และกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเป้าหมาย 12,500,000 คน ฉีดเข็มแรก 2,064,493 โดส (16.5%) เข็มสอง 137,374 โดส (1.1%) ยังคงต้องรณรงค์ให้ฉีดทั้งสองกลุ่มนี้ให้เร็วที่สุดจะได้ลดอัตราป่วยหนักและเสียชีวิต จะเป็นการลดงานให้บุคลากรทางการแพทย์ได้มาก

สำหรับวัคซีนที่จะฉีดนั้น ในเวลานี้มีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนออกมามากมาย ทั้งที่เชื่อถือได้และเชื่อถือไม่ได้ จึงทำให้เกิดความสับสน บางคนที่รอฉีดอยู่ไม่รู้ว่าจะเอาแบบไรดี ทำให้เกิดความเครียด หลายคนไปจองฉีดวัคซีนทางเลือกที่รพ.เอกชน เพื่อหวังว่าจะได้ฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่สุด

ผมเคยบอกทุกคนแล้วว่าโรคโควิด19เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสตัวใหม่ เรายังไม่มีความรู้กับโรคนี้มากนัก ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆกันทั่วโลกอยู่ตลอดเวลา วัคซีนทุกตัวที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลกจะใช้คำว่าอนุมัติการใช้งานเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากยังไม่ได้ศึกษาวิจัยเต็มรูปแบบแต่มีความจำเป็นต้องใช้เพื่อลดการระบาด การป่วยรุนแรงและเสียชีวิต

เท่าที่ผมศึกษาจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ถึงปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิดได้100% แต่วัคซีนทุกชนิดที่มีใช้อยู่จะมีประสิทธิภาพในการลดอาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน ในประเทศไทยตามที่มีข่าวว่าบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขติดเชื้อโควิดมากแม้จะได้รับวัคซีนครบ2เข็มแล้ว

วันที่ 11 ก.ค. 64 กรมควบคุมโรคได้รายงานว่า มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อรวม 880 ราย ในจำนวนนี้มีถึง 19.7% ไม่ได้รับวัคซีน พบเสียชีวิต 7 ราย แต่ 5 ราย ไม่ได้รับวัคซีน 1 ราย ได้วัคซีนครบ 2 เข็ม อีกรายได้วัคซีน 1 เข็ม

พบว่าบุคลากรที่ฉีดซิโนแวค 1 เข็ม จำนวน 22,062 คน พบติดเชื้อ 68 คน (308/แสน) ไม่มีอาการหรืออาการน้อย 67 คน มีอาการหนัก 1 คน เสียชีวิต

ที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม จำนวน 677,348 คน พบติดเชื้อ 618 คน (91/แสน) ไม่มีอาการหรืออาการน้อย 597 คน อาการปานกลาง 19 คน อาการหนัก 1 คน เสียชีวิต

ที่ฉีด Astra Zeneca 1 เข็ม จำนวน 66,913 คน ติดเชื้อ 45 คน (67/แสน) ไม่มีอาการหรืออาการน้อย 43 คน ปานกลาง 1 คน อาการหนัก 2 คน

สรุป 

คนที่ฉีดวัคซีนพบติดเชื้อ 731 คน (คิดเป็น10/หมื่น)

เสียชีวิต 2 คน (0.28%)

คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน 21,000 คน พบติดเชื้อ 173 คน (คิดเป็น 82/หมื่น)

เสียชีวิต 5 คน (2.89%)

เปรียบเทียบ

จนท.ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนติดเชื้อมากกว่าถึง8เท่าและเสียชีวิตมากกว่าถึง 10 เท่า ขณะนี้หลายประเทศฉีดวัคซีนได้เกิน 50% ของจำนวนประชากร แต่ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดใดก็ตาม ยังพบปัญหาการระบาดของโรค เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิดเกิดการกลายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์เดลต้าซึ่งเชื่อว่าต้นกำเนิดจากอินเดีย สามารถแพร่เชื้อง่ายขึ้น อาการป่วยรุนแรงขึ้น และมีอาการปอดอักเสบเร็วขึ้นกว่าเชื้อโควิดดั้งเดิม ทำให้เป็นปัญหาทั่วโลก

แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดใดก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้100%แต่แน่นอนที่สุดคือสามารถลดการป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้กว่า 80-90%

วัคซีนแต่ละชนิดต่างก็มีข้อเด่นข้อด้อยต่างกันไป บางชนิดมีประสิทธิภาพสูงแต่เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง ยิ่งอ่านงานวิจัยหรือข้อมูลที่ส่งต่อๆกันมายิ่งเกิดความสับสน บางคนเกิดความเครียด หลายคนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงไม่ต้องการฉีดวัคซีน

ในฐานะแพทย์ผมมีความเชื่อมั่นว่าแพทย์ไทยรวมถึงนักวิชาการ นักวิจัย นักระบาด นักไวรัสวิทยา มีความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลกและที่สำคัญข้อมูลและงานวิจัยนั้นทำในประเทศเรา จึงสะท้อนถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจริงในบ้านเรา จึงไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบหรือเหมือนกับของประเทศอื่น

ดังนั้นเรื่องวัคซีนผมขอให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้จัดหาตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดใดหรือจะให้ฉีดแบบใด เพราะถ้าจะให้ประชาชนเลือกฉีดเองตามความพอใจคงจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างแน่นอน

เนื่องจากปัจจุบันยังมีแสดงความประสงค์ที่จะฉีดวัคซีนยังต่ำกว่าเป้าหมายมากโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงได้แก่คนที่เป็นโรคเรื้อรัง7กลุ่มโรค กลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์(ปัจจุบันพบติดเชื้อมากขึ้นทำให้เกิดอันตรายต่อแม่และลูก เกิดความเสี่ยงต่อบุคลากรที่ให้บริการเมื่อไปคลอดบุตร)

ผมขอร้องให้ทั้งสามกลุ่มเสี่ยงนี้และประชาชนทั่วไปรีบแสดงความประสงค์ที่จะฉีดวัคซีน ผ่านทางรพสต. อสม. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่ และช่องทางอื่นที่จังหวัดจัดไว้เพื่อทางสาธารณสุขจะได้ทราบจำนวนและจัดหาวัคซีนเพื่อนัดฉีดให้ต่อไป

อย่างไรก็ตามหลังฉีดวัคซีนแล้วยังคงต้องปฏิบัติตามวิถีชีวิตใหม่อย่างเข้มงวดคือเว้นระยะห่าง1- 2 เมตร ใส่หน้ากากอนามัยให้ถูกวิธี ล้างมือด้วยสบู่หรือใช้แอลกอฮอล์เจล บ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปนอกพื้นที่ เมื่อมีการสัมผัสหรือใกล้ชิดคนไข้ที่ติดเชื้อโควิด จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงจากทางสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้อง

ที่สำคัญคือทุกคนต้องช่วยกันตรวจสอบว่ามีใครจากพื้นที่อื่นเข้ามาในละแวกบ้านเราหรือไม่ ถ้าพบต้องรีบแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทราบโดยเร็วจะได้ปฏิบัติตามแนวทางเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

พึงระลึกไว้เสมอว่า

“คนเราเกิดมาเพื่อแบ่งปัน”

(Born to share)

คนมีมากแบ่งปันให้คนมีน้อย คนมีน้อยแบ่งปันให้คนที่มีน้อยกว่า

เราจะผ่านวิกฤติโควิดไปด้วยกัน

ร่วมกันสร้างสังคมอบอุ่นที่มีแต่รอยยิ้มของทุกคน

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

19 ก.ค. 2564