คอลัมน์ » วัคซีนโควิด-19 เราจะเอาไงดี?

วัคซีนโควิด-19 เราจะเอาไงดี?

17 กรกฎาคม 2021
286   0


16 กค. 2564
ในสถานการณ์โรคโควิด19ที่กำลังระบาดอยู่ในประเทศไทยและทั่วโลก มีข้อมูลทางโซเชี่ยลมีเดียออกมามากมายทุกวัน ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายกับประชาชน แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ ไม่รู้จะเชื่ออะไรดี โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับวัคซีนซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการหยุดโรคนี้

วันที่ 16 กค. 64 เวลา 10.00 น. มีผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลก 189,730,243 คน เสียชีวิตสะสม 4,083,003 คน องค์การอนามัยโลกเพิ่งประกาศ วันที่ 25 มค. 64 มีผู้ติดเชื้อครบ 100ล้านคน ซึ่งใช้เวลาปีเศษตั้งแต่พบเชื้อโควิด แต่ต่อมาอีกเพียง 5 เดือนเศษ เราพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นถึง 89 ล้านคน แสดงถึงความรุนแรงของเชื้อที่เพิ่มขึ้นและความล้มเหลวในการควบคุมการระบาด

ในวันเดียวกันนี้ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อสะสม 381,907 คน นับเป็นอันดับที่ 58 ของโลก วันเดียวพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,692 คน เสียชีวิต 67 คน มีผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 3,005 คน มีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ ในรพ.ถึง 106,951 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก  3,276 คน และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจถึง 839 คน

ถือเป็นภาวะวิกฤติ มีคนไข้ต้องการเตียงเพิ่มขึ้นร่วม 5 พันเตียงทุกวัน จะไปหาที่ไหนและคนไข้หนักเพิ่มขึ้น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมากขึ้นทุกวันจะไปเอาที่ไหน บุคลากรทางการแพทย์ก็มีเท่าเดิมโดยเฉพาะคนที่มีความสามารถในการดูแลคนไข้หนัก และใช้เครื่องช่วยหายใจได้ บุคลากรเหล่านี้ทำงานหนักมาหลายเดือนแล้ว กำลังหมดแรง (burn out) ในอนาคตอันใกล้นี้อัตราการเสียชีวิต อาจพบมากขึ้นอีกถ้ายังคงมีคนไข้ใหม่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน วัคซีนถือเป็นวิธีแก้ไขที่ดีเพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกัน โรคตามเป้าหมายจะต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 50 ล้านคน จึงจะทำให้การระบาดในประเทศไทยสิ้นสุดลง

จากข้อมูลกรมควบคุมโรค พบว่าตั้งแต่วันที่ 28 กพ. 64 ถึง 14 กค. 64 ฉีดวัคซีนเข็มแรกได้ 10,163,340โดส (20.3%) เข็มสอง 3,370,377 โดส (6.7%) ที่ฉีดได้ตามเป้าหมายคือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีจำนวนราว 712,000 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มสำคัญที่ควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรก พบว่าได้รับการฉีดวัคซีนครบสองเข็มแล้ว 692,734 คน (97.3%) แต่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง 2 กลุ่มที่มีโอกาสป่วยหนักและเสียชีวิตได้แก่ กลุ่มผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค มีเป้าหมายทั้งหมด 5,350,000 คน ฉีดเข็มแรก 1,068,481 โดส (20%)
เข็มสอง 214,793 โดส (4%) และกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป้าหมายทั้งหมด 12,500,000 คน ฉีดเข็มแรก 2,064,493 โดส (16.5%)
เข็มสอง 137,374 โดส (1.1%) ยังคงต้องรณรงค์ให้ฉีดทั้งสองกลุ่มนี้ให้เร็วที่สุดจะได้ลดอัตราการติดเชื้อ การป่วยหนักและเสียชีวิต จะเป็นการลดงานให้บุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมาก

ขณะนี้ทั้งสองกลุ่มยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อฉีดวัคซีนอีกเป็นจำนวนมาก ผมขอให้รีบไปลงทะเบียนที่รพสต.ใกล้บ้านผ่านทาง อสม. หรือช่องทางที่ทางจังหวัดจัดให้เพื่อทางจังหวัดจะได้จัดเตรียมวัคซีน นัดวันเวลาและสถานที่เพื่อฉีดวัคซีนต่อไป

สำหรับวัคซีนที่จะฉีดนั้น ในเวลานี้มีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนออกมามากมาย ทั้งที่เชื่อถือได้และเชื่อถือไม่ได้ จึงทำให้เกิดความสับสน บางคนที่รอฉีดอยู่ไม่รู้ว่าจะเอาแบบไรดี ทำให้เกิดความเครียด หลายคนไปจองฉีดวัคซีนทางเลือกที่รพ.เอกชน เพื่อหวังว่าจะได้ฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพที่สุด

ผมเคยบอกทุกคนแล้วว่าโรคโควิด-19 เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสตัวใหม่ เรายังไม่มีความรู้กับโรคนี้มากนัก ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆกันทั่วโลกอยู่ตลอดเวลา วัคซีนทุกตัวที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลกจะใช้คำว่าอนุมัติการใช้งานเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากยังไม่ได้ศึกษาวิจัยเต็มรูปแบบแต่มีความจำเป็นต้องใช้เพื่อลดการระบาด การป่วยรุนแรงและเสียชีวิตเท่าที่ผมศึกษาจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ถึงปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิดได้ 100% แต่วัคซีนทุกชนิดที่มีใช้อยู่จะมีประสิทธิภาพในการลดอาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน

ในประเทศไทยตามที่มีข่าวว่าบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขติดเชื้อแล้ว 880 รายทั้งที่ได้วัคซีนซิโนแวคครบ2เข็มแล้ว 97% พบว่าในจำนวนที่ติดเชื้อมีถึง 19.7% ไม่ได้รับวัคซีน พบเสียชีวิต 7 ราย แต่ 5 ราย ไม่ได้รับวัคซีน 1 ราย ได้วัคซีนครบ 2 เข็ม อีกรายได้วัคซีน 1 เข็ม

กรมควบคุมโรค ได้ออกมาให้ข้อเท็จจริงว่า บุคลากรทางการแพทย์ได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวค1เข็มจำนวน 22,062 คน มีผู้ติดเชื้อ 68 คน (308/แสน) ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย 67 คน มีอาการหนักเพียง 1 คน เสียชีวิต

ฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม จำนวน 677,348 คน ติดเชื้อ 618 คน (91/แสน) ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย 597 คน มีอาการปานกลาง 19 คน มีอาการหนัก 1 คน เสียชีวิต ฉีดวัคซีน Astra Zeneca 1 เข็ม จำนวน 66,913 คน ติดเชื้อ 45 คน (67/แสน) ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย 43 คน มีอาการปานกลาง 1 คน มีอาการหนัก 2 คน รวมบุคลากรที่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อ 731 คน (คิดเป็น 10/หมื่นคน) เสียชีวิต 2 คน (0.28%) บุคลากรที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีจำนวน 21,000 คน พบว่าติดเชื้อถึง 173 คน (คิดเป็น 82/หมื่นคน) ในจำนวนนี้เสียชีวิต 5 คน (2.89%) สรุปง่ายๆคือบุคลากรที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนติดเชื้อมากกว่าบุคลากรที่ฉีดวัคซีนถึง 8 เท่า และเสียชีวิตมากกว่าถึง 10 เท่า บุคลากรเหล่านี้มีโอกาสติดเชื้อมากกว่าคนทั่วไปเพราะต้องดูแลคนไข้ในรพ.มากมายทุกวัน วัคซีนจึงเปรียบเสมือนเกราะที่คอยป้องกันตัวเอง จากข้อมูลแสดงให้เห็นประโยชน์ของวัคซีนได้ชัดเจน

จากข้อมูลปัจจุบัน แม้ว่าหลายประเทศฉีดวัคซีนได้เกิน 50% ของจำนวนประชากร แต่ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดใดก็ตาม ยังพบปัญหาการระบาดของโรค เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิดเกิดการกลายพันธุ์ เช่นสายพันธุ์เดลต้า ซึ่งเชื่อว่าต้นกำเนิดจากอินเดีย สามารถแพร่เชื้อง่ายขึ้น อาการป่วยรุนแรงขึ้น และมีอาการปอดอักเสบเร็วขึ้นกว่าเชื้อโควิดดั้งเดิม ทำให้เป็นปัญหาทั่วโลก
แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดใดก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่แน่นอนที่สุดคือสามารถลดการป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้กว่า 80-90%

วัคซีนแต่ละชนิดต่างก็มีข้อเด่นข้อด้อยต่างกันไป บางชนิดมีประสิทธิภาพสูงแต่เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง ยิ่งอ่านงานวิจัยหรือข้อมูลที่ส่งต่อๆกันมายิ่งเกิดความสับสน บางคนเกิดความเครียด หลายคนแม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ไม่ต้องการฉีดวัคซีน
ในฐานะแพทย์คนหนึ่งผมมีความเชื่อมั่นว่าแพทย์ไทยรวมถึงนักวิชาการ นักวิจัย นักระบาดวิทยา นักไวรัสวิทยา มีความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลกและที่สำคัญข้อมูลและงานวิจัยนั้นทำในประเทศเรา จึงสะท้อนถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจริงในบ้านเรา จึงไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

ดังนั้นเรื่องวัคซีนผมขอให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้จัดหาตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดใดหรือจะให้ฉีดแบบใด เพราะถ้าจะให้ประชาชนเลือกฉีดเองตามความพอใจคงจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างแน่นอน
ผมขอให้ทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงคนที่เป็นโรคเรื้อรัง 7 กลุ่ม โรคและกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ (ปัจจุบันพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิดมากขึ้น ทำให้เกิดอันตรายทั้งแม่และลูก รวมถึงเกิดความเสี่ยงต่อบุคลากรที่ให้บริการ เมื่อไปคลอดบุตร) และประชาชนทั่วไปกรุณาแสดงความจำนงค์ผ่านรพสต. อสม. จนท.สธ.ในพื้นที่ หรือช่องทางที่จังหวัดจัดให้เพื่อทางสาธารณสุขจะได้ทราบจำนวนแน่นอนเพื่อจัดเตรียมวัคซีนและนัดฉีดให้ต่อไป

อย่างไรก็ตามหลังฉีดวัคซีนแล้ว ทุกคนยังต้องปฏิบัติตามวิถีชีวิตใหม่อย่างเข้มงวดคือเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร ใส่หน้ากากอนามัยให้ถูกวิธี ล้างมือด้วยสะบู่หรือใช้แอลกอฮอล์เจล บ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกพื้นที่ เมื่อมีการสัมผัสหรือใกล้ชิดคนไข้ที่ติดเชื้อโควิด จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

ผมขอแนะนำให้ทุกคนรับและแชร์ข้อมูลข่าวสารด้วย “สติ” จะได้ไม่เกิดความวิตกกังวลเกินเหตุ เพราะทุกคนทั่วโลกต่างก็เผชิญกับเหตุการณ์นี้เช่นกัน

ผมขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ที่กำลังทำงานหนักหลายคนไม่ได้กลับบ้านเป็นเดือนแล้วอย่างไรก็ตามอย่ากลัวโควิดจนเกินไป ทำให้งานประจำหรือการดูแลคนไข้ที่ป่วยด้วยโรค อื่นๆ บกพร่อง

ระลึกไว้เสมอว่าคนไข้ทุกคนต่างก็เอาชีวิตมาฝากใน “ธนาคารชีวิต” ของเรา ถือว่าเป็นเกียรติที่ได้ดูแลชีวิตของเขา ควรดูแลด้วยหัวใจให้ดีที่สุด

คนเราเกิดมาเพื่อแบ่งปัน(Born to share)
คนมีมากแบ่งปันให้คนมีน้อย คนมีน้อยแบ่งปันให้คนที่มีน้อยกว่า
เราจะผ่านวิกฤติโควิดไปด้วยกัน
ร่วมกันสร้างสังคมอบอุ่นที่มีแต่รอยยิ้มของทุกคน

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์