คอลัมน์ » คนเกษียณฯ – คนเจนฯ y – z

คนเกษียณฯ – คนเจนฯ y – z

1 กันยายน 2020
59   0

สิ้นเดือนวันที่ 30 กันยายนของทุกๆ ปี สิ่งที่ทุกคนจะได้รับข่าวสารอยู่เป็นประจำคือ  “งานการเกษียณอายุของบรรดาข้าราชการ-พนักงานรัฐวิสาหกิจ” กระทรวงและกรม กองต่างๆ  โดยมีเกณฑ์ที่ตั้งไว้เมื่ออายุครบ 60 ปี (ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลง) ซึ่งก็ต้องแสดงความยินดีกับข้าราชการฯทุกท่านที่ได้เดินทางมาค่อนชีวิตจนถึง “หลักชัยแห่งชีวิตการทำงาน” ของข้าราชการฯแล้ว…ต่อจากนี้เวลาที่เหลือคือเส้นทางแห่งกำไร….

แต่…บางคนที่ยังอาจมีไฟในการทำงานและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ…ก็อาจเพียงมองว่าการเกษียณฯเป็นเพียงการเริ่มต้น… เพราะยังมีใจ  มีแผนการจะทำอะไรมากมายในอนาคตต่อไป  โดยไม่ต้องห่วง กฎ ระเบียบต่างๆ ทางราชการที่หยุมหยิมมากำกับอีกแล้วก็เป็นได้ …ครับ ใครชอบอะไร อยากดำเนินชีวิตต่อไปให้มีคุณูปการต่อสังคมและประเทศชาติ หรือเพื่อความสุขของตนเองก็ว่ากันไป…หรือจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตตามกระแสแนวใหม่ในยุคหลังโควิดฯจากนี้…ก็ตามใจปรารถนาและฐานานุรูปชองใครของมัน…

ช่วงเวลานี้กระแส “ประชาธิปไตย”และ การแสดงออกเรื่อง ความเสมอภาค  สิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ อันเป็นหลักสำคัญของการปกครองในระบอบนี้ในระดับโลก รวมทั้งสิทธิมนุษยชนกำลังมาแรงเกือบทั้งโลกที่ใฝ่ฝันหา “การปกครองในระบอบประชาธิปไตย” ที่มีประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

มองย้อนไปในอดีตเมื่อ 600 ปีมาแล้วจะพบว่าการกำเนิดของการปกครองระบอบนี้เกิดที่ประเทศอินเดียยุคโบราณมาก่อนใครๆ ในโลกในรูปรูปสาธารณรัฐ (Republics) ได้มีขึ้นในอินเดียยุคโบราณเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนกำเนิดของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีสาธารณรัฐเรียกว่า Maha Janapadas ในนี้มีรัฐพิหาร (Bihar)หรือรัฐไพสาลีของอินเดียอยู่ด้วย  ต่อมามีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆตามความต้องการของผู้มีอำนาจซึ่งมี 3 ลักษณะ ได้แก่ (1) ประชาธิปไตยทางตรง (2) แบบผ่านตัวแทน และ (3) ประชาธิปไตยเสรีนิยม อย่างไรก็ตามแต่ละรูปแบบมักจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามอำนาจผู้ปกครองอยู่ดี

หากกล่าวเฉพาะ “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” จะมีหลักการสำคัญที่เป็นหัวใจของมัน 3 อย่าง ที่อยู่ภายใต้การปกครองร่วมกันคือ 1. มีความเท่าเทียมกันเสมอภาค (Equality) ทั้งชาย หญิง ทุกเพศ วัย เชื้อชาติ ศาสนา อาชีพการศึกษาฯ 2. ความมีเสรีภาพ (Freedom) ในการคิด การพูด และการเขียน การแสดงออกในรูปแบบต่างๆและสิทธิของเขาได้รับการปกป้องคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ถูกคุกคาม และ 3. มีความเป็นพี่เป็นน้องกัน หรือ ภราดรภาพ (Fraternity) ด้วยการมีสังคม และมีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน หากผิดจาก 3 สิ่งนี้ไม่นับว่าเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมที่สมบูรณ์ได้

การปกครองในระบอบนี้เป็นการปกครองแบบมีตัวแทน (Representative democracy) มีรัฐธรรมนูญการปกครองโดยผู้แทนของประชาชนมีส่วนร่วมและมีหลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพ ของแต่ละบุคคล เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งในเชิงสัญลักษณ์ที่หลากหลาย  การจัดสัมมนา การประชุม การเปิดฟังความคิดเห็น ของผู้เห็นที่แตกต่าง การลงประชามติ ที่ตั้งอยู่บนกติกาและกฎหมาย ที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบด้วยเล่ห์กลต่าง ๆ เพื่อทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เพื่อหาข้อสรุปและยุติปัญหาร่วมกัน

การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเสนอ รูปแบบวิธีการตามครรลองประชาธิปไตย พร้อมทั้งยอมรับในสิ่งที่แตกต่างจากแนวคิดและความเชื่อเดิมๆ นั้น   ย่อมจะมีข้อยุติ เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพราะสังคมที่ก้าวหน้าและเจริญไปอย่างรวดเร็วนั้นย่อมเกิดจากมีความคิดที่แตกต่างๆ นั่นเอง ประเทศที่เขามีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและอื่นๆ นั้นเพราะประชากรของประเทศเหล่านั้น รวมทั้งบุคลากรต่างๆ มีเสรีภาพในทางความคิดกล้านำเสนอในสิ่งที่แตกต่างกว่า”

อย่าลืมว่าเทคโนโลยีต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นในอดีตและปัจจุบันต่างมีอิทธิพลต่อทางกายและจิตใจของมนุษย์ทั้งสิ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม  ทำให้ทุกอย่างเกิดการทำลายล้าง เปลี่ยนรูปแบบ แนวคิด ความเชื่อของเราไปอย่างสิ้นเชิงในหลายๆ เรื่องแบบดิสรัพชั่น (Disruption) เพราะพลังแห่งความรู้ และข่าวสารจากเทคโนโลยีการสื่อสารในโลกอย่างทุกวันนี้มันทั่วถึงกันหมดแค่ลัดนิ้วมือในบัดดล..!

ผู้คนในแต่ละยุคย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทั้งความเชื่อและความคิดในแต่ละยุค ตั้งแต่ยุค เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer)(ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ส่งเสริมให้มีประชากรเพิ่มขึ้นผู้เกิดระหว่าง 2485-2507) ยุคเจเนอเรชั่น เอ็กซ์ X (2508-2522 ยุคเริ่มมีทีวีขาวดำ ทีวีสี วิดิโอ เริ่มมีคอมพ์ฯ วิดิโอเกม ) เจนฯ y (2523-2540 อินเทอร์เน็ต-ไอที มือถือ ฯเจริญก้าวหน้าฯ) และเจนฯ z (2540 เป็นต้นมา) ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัล โซเชียลมีเดีย เรียนรู้กว้าง เข้าถึงแหล่งข้อมูลที่มหาศาล พร้อมมีแพลทฟอร์มไอทีการสื่อสารหลากหลาย เช่น Fb line Ig Twitter # ฯลฯ ที่รวดเร็วและแรงในยุค4-5 G) อย่างปัจจุบัน ….ต่างก็มีความเชื่อ มีวิธีคิดไม่เหมือนคนรุ่นเจนฯXและคนยุคเบบี้บูมบางกลุ่มแน่ๆ …แม้แต่ครู อาจารย์ที่สอนอยู่ในสถาบันต่างๆในวันนี้ก็ควรต้องคิดใหม่ได้แล้ว

            ที่สำคัญคือ…ต้องรับฟัง.. และอย่าปิดกั้นความคิด… ความเชื่อของนักเรียน นิสิต นักศึกษา คนรุ่นใหม่อย่างเจนฯ y และ z…เพราะเขาเติบโตมากับเทคโนโลยีและได้เรียนรู้กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในประเทศไทยและในโลก ซึ่งเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตของสังคมไทย…จากยุคดังกล่าวด้วย ..!!??