คอลัมน์ » “คุณธรรมและคุณภาพกับการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ 4.0”

“คุณธรรมและคุณภาพกับการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ 4.0”

3 สิงหาคม 2020
78   0

ผมได้รับเชิญไปบรรยายในการประชุมวิชาการประจำปี ของสมาคมเวชกรรมสังคมแห่งประเทศไทยที่เชียงใหม่ในหัวข้อ “คุณธรรมและคุณภาพกับการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ 4.0” ผมดีใจที่ได้ทราบว่าทั้งแพทย์ พยาบาล จนท.สธ.ที่ทำงานเวชกรรมสังคมมีการรวมตัวกันตั้งเป็นสมาคม แสดงให้เห็นว่างานส่งเสริมป้องกันเริ่มมีคนเห็นความสำคัญมากขึ้น อย่างน้อยก็มีเวทีที่ทุกคนสามารถนำเอาปัญหาที่เกิดจากการทำงานด้านนี้ ตลอดจนนวัตกรรมใหม่หรือแนวทางการทำงานที่ประสบความสำเร็จมาเผยแพร่เพื่อการพัฒนางาน

งานส่งเสริมป้องนั้นต้องใช้พลังในการทำงานมาก ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจสูง ต้องทุ่มเทกำลังกายกำลังใจและความรู้ตลอดจนการมีมนุษยสัมพันธ์ สามารถเข้าถึงใจของคนในกลุ่มเป้าหมายได้ งานจึงจะสำเร็จ แม้ว่าจะใช้งบลงทุนไม่มากนักแต่เนื่องจากเห็นผลช้าจึงไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้บริหาร กลายเป็นงานที่อยู่เบื้องหลังเหมือนปิดทองหลังพระ ทั้งๆที่เป็นงานที่มีความสำคัญในการสร้างคนคุณภาพให้กับประเทศ

ในการประชุมครั้งนี้ผมได้พบแพทย์พยาบาลและทีมงานหลายคนที่มีความมุ่งมั่นทำงานอย่างมาก ทุกคนยังไม่ท้อแท้หรือถอดใจแม้ว่าหลายคนไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรจากผู้บังคับบัญชา ยังมีความสุขกับการทำงานหนัก นอกจากตรวจคนไข้ที่รพ.แล้วยังต้องออกเยี่ยมบ้านคนไข้ ซึ่งถือเป็นแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจะได้รู้ถึงพฤติกรรมการบริโภคและการดำรงชีวิตของคนไข้ด้วย

ผมได้ยกตัวอย่างคนต้นแบบของพวกเราทุกคนคือในหลวง ร.9 พระองค์ทรงรับสั่งไว้ว่า “…ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติก็คือพลเมืองนั่นเอง…” พวกเราจึงมีหน้าที่สำคัญในการสร้างคนให้มีสุขภาวะตั้งแต่เกิดและดูแลรักษาให้ดีตลอดชีวิต

ในอดีตเมื่อพระองค์ทรงทราบว่าคนไทยจำนวนมากในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเป็นโรคคอพอกจากการขาดสารไอโอดีน พระองค์ทรงทำโครงการเส้นทางเกลือ สำรวจว่าเกลือที่บริโภคในประเทศนั้นผลิตมาจากที่ใดบ้าง เพื่อให้เติมสารไอโอดีนก่อนนำไปจำหน่ายหรือบริโภค ทรงมีรับสั่งว่า

“…ให้พิจารณาแก้ไขปัญหาของการขาดสารไอโอดีนของราษฎรโดยการสำรวจพื้นที่ในแต่ละพื้นที่ถึงปัญหา และความต้องการเกลือ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นที่จะมีปัญหาและความต้องการไม่เหมือนกันโดยเฉพาะต้องสำรวจ เส้นทางเกลือว่าผลิตจากแหล่งใด ก็น่าที่จะนำเอาไอโอดีนไปผสมกับแหล่งผลิตต้นทางเกลือเสียเลยทีเดียว…” ปัจจุบันเราจึงไม่เคยเห็นคนไทยเป็นโรคคอพอกจากขาดสารไอโอดีน ต่างจากรุ่นผมที่เคยเห็นคนไข้บางคนเป็นโรคคอพอก ก้อนที่คอโตมากถึงราวนม แพทย์ผ่าตัดใช้เวลาค่อนวันกว่าจะเสร็จ จึงเห็นได้ชัดเจนเลยว่าถ้าเรามัวแต่รักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนที่คอออกเท่าไหร่ก็ไม่มีทางหมด แต่เมื่อเรารักษาที่ต้นเหตุไม่ให้ขาดสารไอโอดีน ก็ไม่มีคนไข้ที่เป็นโรคคอพอกจากขาดสารไอโอดีนอีก เราจึงต้องเน้นการส่งเสริมป้องกันไม่ให้เป็นโรคดีที่สุด

เวชกรรมสังคมมาจากคำว่าเวชกรรมซึ่งหมายถึงการรักษาโรค รวมกับคำว่าสังคมหมายถึงคนจำนวนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันตามระเบียบกฎเกณฑ์โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญร่วมกัน จึงหมายถึงการดูแลรักษาสุขภาพของคนในสังคม การจะมีสุขภาวะไม่ได้หมายความเพียงแค่สภาวะที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น หากแต่หมายถึงการมีความสุขในทั้ง 4 ด้าน (ด้านร่างกาย จิตใจ/อารมณ์ สังคมและจิตวิญญาณ) ดังนั้นคนในสังคมจะมีสุขภาวะจึงต้องมาจากการสร้างเสริมสุขภาพมากกว่ารอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยรักษา ต้องใช้ “สร้างนำซ่อม” เสมอ

ผมยกตัวอย่างโรคมะเร็งปากมดลูก ปัจจุบันหญิงไทยเสียชีวิตจากโรคนี้วันละ14 คน (5,200 คนต่อปี)ทั้งๆที่เป็นมะเร็งชนิดเดียวที่รู้ก่อนที่จะเป็น (precancerous lesion) จึงสามารถรักษาให้หายก่อนเป็นมะเร็ง แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลอนุมัติให้ฉีดวัคซีน HPV ให้เด็กนักเรียน ชั้น ป.5 แต่คงต้องใช้เวลานานกว่า 20 ปี จึงจะเห็นผล ถ้าเพียงแต่พวกเราช่วยกันรณรงค์ให้หญิงทุกคนที่อายุมากกว่า 25 ปี หรือมีเพศสัมพันธ์แล้วมารับการตรวจคัดกรองและให้การดูแลรักษาต่ออย่างถูกต้อง เพียงแค่นี้มะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามก็จะหายไปจากประเทศไทยได้ ก็จะไม่มีหญิงไทยเสียชีวิตจากโรคนี้อีก

ประเทศไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนปี 2559 ถึง 22,356 คน หรือวันละ 62 คน ชม.ละ 2-3 คน และต้องรักษาตัวในรพ.ประมาณ 1 แสนคน กลายเป็นคนพิการราว 60,000 คน รัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการรักษาพยาบาลกว่า 5 แสนล้านบาท ถ้าเราสามารถลดอุบัติเหตุได้เราสามารถนำเงินจำนวนนี้มาทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้มากมาย ขณะเดียวกันเราก็ไม่ต้องสูญเสียคนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติไปอย่างมากมายไม่ว่าจะตายหรือพิการก็ตาม

ผมมีความหวังกับเวชกรรมสังคมที่มีหน้าที่ในงานปฐมภูมิคือการส่งเสริมป้องกันโรคโดยตรง คำว่าระบบบริการงานปฐมภูมิ 4.0 นั้นผมคิดง่ายๆว่า หน้าที่เราคือต้องสร้างคนคุณภาพให้สังคมและต้องมีบทบาทในการสร้างสังคมที่ดีงามด้วย เมื่อคนมีคุณภาพและสังคมเข้มแข็งย่อมเกิดความมั่งคั่งอย่างมั่นคงและยั่งยืน ย่อมทำให้ไปถึงเป้าหมายประเทศไทย 4.0 ได้โดยง่าย

ปัจจุบันเราพบว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCD)เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงกำลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพคนไทย เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเราทานอาหารเร่งด่วนที่ไม่มีคุณร่าทางโภชนาการ นิยมอาหารรสจัดไม่ว่าจะหวานหรือเค็ม

อาหารที่มีไขมันสูง ทานผักผลไม้น้อยลง สูบบุหรี่ดื่มเหล้าเป็นประจำ ส่วนใหญ่ไม่นิยมออกกำลังกายกลางแจ้ง พักผ่อนน้อย พบว่าน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนตั้งแต่ยังอายุน้อย ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคความดันเลือดสูง เบาหวานและโรคหัวใจมาก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เป็นโรคเรื้อรังตั้งแต่อายุน้อย ที่สำคัญพบว่าการรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร หลายพื้นที่คนไข้เบาหวานสามารถควบคุมให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติได้น้อยกว่าร้อยละ 50 คนไข้โรคความดันโลหิตสูงควบคุมความดันให้ปกติได้น้อยกว่าร้อยละ 70 ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นโรคไตเรื้อรังตั้งแต่อายุน้อย คนไข้ส่วนใหญ่จึงลงท้ายด้วยภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องรักษาโดยการฟอกไตทางหน้าท้องหรือทางเลือด ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงมาก หลายคนเสียเวลามาฟอกเลือดที่สถานพยาบาลค่อนวัน สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หลายคนล้มละลายจากการรักษาพยาบาลรวมทั้งลูกหลานที่ต้องคอยรับส่งจนไม่สามารถทำงานประจำได้

ผมยังจำได้หลายปีก่อน เมื่อสธ.ประกาศให้ประชาชนนำเอายาที่เหลือที่บ้านมาแลกไข่ พบว่าที่เชียงราย เพียง2วันไข่หมด ได้ยามาทั้งสิ้น1.2ล้านเม็ด เมื่อเภสัชกรวิเคราะห์อย่างละเอียดพบว่าร้อยละ 80 เป็นยารักษาโรคเบาหวาน ความดันและไขมัน แสดงถึงความล้มเหลวในการรักษาโรคเรื้อรังเพราะคนไข้ไม่ทานยา รัฐต้องเสียงบประมาณมหาศาลเพื่อซื้อยามารักษา แต่คนไข้ไม่ทานยา ทำให้เกิดภาวะไตวายระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้นมาก จนรพ.รัฐไม่สามารถให้บริการฟอกไตได้อย่างพอเพียงถือเป็นความล้มเหลวในการดูแลคนไข้เรื้อรังเหล่านี้ ทุกครั้งที่คนไข้มาพบแพทย์ตามนัด เมื่อตรวจพบว่าคุมน้ำตาลหรือระดับความดันเลือดไม่ได้แพทย์มักจะเปลี่ยนยาหรือเพิ่มยาเพื่อหวังผลว่าจะควบคุมโรคได้ โดยที่พวกเราไม่เคยไปเยี่ยมบ้านคนไข้ว่าเขาอยู่กันอย่างไร ใครเป็นคนทำอาหาร คนในครอบครัวหรือชุมชนเข้าใจโรคที่คนไข้เป็นหรือไม่ ทุกคนช่วยกันดูแลให้คนไข้ทานยาและปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาคนไข้ ไม่ใช่เพียงยาที่ได้รับจากรพ. ทำให้คิดถึงคำของในหลวง ร.9 ที่ว่า

“เราได้ลงไปดูพื้นที่หรือยัง ลงไปเดินหรือยัง เพราะจะทำให้แยกแยะปัญหาได้ จะไกลปืนเที่ยงหรือเปล่า เราได้มองแววตาเขา พูดคุยกับเขาหรือเปล่า เราต้องสนใจเขา ทำเป็นประจำจนเป็นนิสัยและจะได้ไม่ต้องแกล้งทำ”

ผมเชื่ออยู่เสมอว่าปัญหาเรื้อรังที่เกิดในสังคมเช่นการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น บ่อนการพนัน ยาเสพติด หอพักมั่วสุม ร้านเกมส์ร้านคาราโอเกะที่ไม่ปฏิบัติตามกม. ความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯ จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็งเท่านั้น

และผมยังเชื่ออีกว่าการที่จะทำให้ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็งนั้นต้องมีทีมงานที่เข้มแข็ง โดยมีชาวสาธารณสุขซึ่งล้วนแต่เป็นคนคุณภาพเป็นองค์กรหลัก เชื่อมประสานกับภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่นและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวชกรรมสังคมจะต้องมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำ สาธารณสุขจำเป็นต้องร่วมกับรร.แพทย์และสภาวิชาชีพในการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและชุมชนอย่างพอเพียงพร้อมให้การสนับสนุนในการทำงานด้านส่งเสริมป้องกันอย่างเต็มที่

ทุกวันนี้เราผลิตแพทย์เฉพาะทางขึ้นมามากมาย รักษาโรคที่ยากขึ้นและมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ สิ้นเปลืองงบประมาณทั้งการผลิตและค่าใช้จ่ายในการรักษาโดยละเลยการส่งเสริมป้องกัน ที่ใช้เงินน้อยกว่าแต่ตรงเป้าหมายมากกว่าโดยเฉพาะเป้าหมายชาติที่จะเป็นประเทศไทย 4.0 สู่ความมั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืน

ผมหวังว่าบทความนี้จะทำให้หลายๆคนที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรงเข้าใจและช่วยกันพัฒนางานเวชกรรมสังคมให้มีความสำคัญและบทบาทที่ชัดเจนขึ้น

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์