คอลัมน์ » ทำไมเวลามีปอยหลวงหรืองานฉลองต่างๆ เราถึงต้องมีแม่ขาวมาคอยโปรยดอกไม้ต้อนรับพระพุทธรูปและคณะนักบุญที่มาร่วมงานบุญ

ทำไมเวลามีปอยหลวงหรืองานฉลองต่างๆ เราถึงต้องมีแม่ขาวมาคอยโปรยดอกไม้ต้อนรับพระพุทธรูปและคณะนักบุญที่มาร่วมงานบุญ

3 สิงหาคม 2020
82   0

            ในงานพิธีต่างๆเช่นงานพิธีพุทธาภิเษก หรืองานที่มีพระพุทธรูปนำหน้าขบวน หรือแม้แต่ขบวนนักบุญที่มาร่วมงานฉลองต่างๆเช่นปอยหลวงเป็นต้น เรามักเห็นคณะศรัทธาเจ้าภาพนุ่งขาวห่มขาวถือขันดอกไม้โปรยดอกไม้ต้อนรับตั้งแต่หน้าประตูวัดเป็นต้นไป ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก หากจะมองอย่างตื้นๆ เราก็จะคิดเสียว่า นี่เป็นการให้การต้อนรับผู้มาร่วมแสดงความยินดีในงานบุญของแต่ละที่ เป็นน้ำจิตน้ำใจให้แก่กันและกัน เป็นการอนุโมทนาบุญแก่กันเท่านั้น อันนี้ก็ใช่อยู่ แต่ความจริง ยังมีที่มาที่เรายังนึกไปไม่ถึงอีก

ต้นเค้าแห่งการโปรยดอกไม้นั้นมีมายาวนาน ตั้งแต่พุทธกาลมาแล้ว เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์อยู่ มีนายมาลาการ หรือคนส่งดอกไม้เข้าไปถวายในวังของพระเจ้าพิมพิสารนายหนึ่ง ชื่อสุมนะ ทุกวัน จะต้องเก็บดอกไม้ไปถวายพระเจ้าพิมพิสารวันละ 8 ทะนาน และได้เงินตอบแทนมาวันละ 8 กหาปณะเสมอมา วันหนึ่งนายสุมนะเก็บดอกมะลิจะนำไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร ในระหว่างทางนายสุมนะได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้านำคณะสงฆ์ออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสเป็นอันมาก อยากจะถวายดอกไม้แก่พระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง จึงคิดว่า แม้การถวายดอกไม้ของตนจะทำให้ไม่มีดอกไม้ไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร จะทำให้ท้าวเธอพิโรธลงโทษด้วยอาญาประการใดก็ตามเถิด เพราะการถวายดอกไม้แก่ท้าวเธอจะให้สุขได้แต่เพียงชาตินี้ แต่ถ้าได้ถวายดอกไม้นี้แก่พระพุทธเจ้าเป็นพุทธบูชาตนจะมีสุขทั้งในขณะนี้และชาติหน้าต่อๆไป เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็เกิดจิตปิติยินดีในผลทานนี้เป็นอย่างยิ่ง สองมือกอบดอกไม้ซัดขึ้นไปในอากาศ ในการซัดแต่ละครั้งปรากฏว่าดอกไม้นั้นแผ่เป็นตาข่ายอยู่เบื้องบนล้อมรอบองค์ของพระพุทธเจ้า ทั้งซ้ายขวาและด้านหลัง เว้นเบื้องหน้าไว้ แม้พระพุทธองค์จะเสด็จไปทิศไหน ดอกไม้นั้นก็เคลื่อนตามไปเป็นอัศจรรย์ยิ่ง เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบเรื่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะเสด็จไปรับภัตตกิจจากพระองค์แทนที่จะพิโรธ กลับชื่นชมในทานบารมีนี้ พระราชทานทรัพย์และตำแหน่งให้เป็นอันมาก

ส่วนดอกไม้นั้น ยังคงลอยติดตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนถึงซุ้มประตูวัดเวฬุวันที่ประทับจึงตกเรี่ยรายอยู่ตรงซุ้มประตูนั่นเอง การนี้ ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า อานิสงส์แห่งการถวายดอกไม้ของนายสุมนะนี้ถือเป็นการสละชีวิตถวายเป็นพุทธบูชา เพราะขณะถวาย นายสุมนะยังคาดเดาพระทัยพระเจ้าพิมพิสารไม่ได้ว่าจะทรงพิโรธหรือไม่ เพียงใด แต่ก็ตัดใจว่ายอมรับโทษทัณฑ์นั้นโดยไม่มีข้อสงสัย อานิสงส์นี้ จะส่งให้นายสุมนะไม่ต้องถูกลงโทษในอบายภูมิตลอดแสนกัป จะรื่นเริงบันเทิงสุขอยู่แต่ในมนุษยโลกและเทวโลกเท่านั้น และในชาติสุดท้ายจะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าสู่นิพพานในที่สุดนั่นเอง

จากการรับรองอานิสงส์ในการถวายทานด้วยดอกไม้ที่ปรากฏแล้วนี้ จึงมีผู้ถือปฏิบัติต่อๆกันมา นานเข้าถูกปรุงแต่งเป็นข้อวัตรปฏิบัติอันงดงามที่จะแสดงออกถึงความยินดีในทานบารมีของนักบุญที่จะแสดงต่อกัน เพิ่มจากที่จะพึงโปรยดอกไม้ถวายพระพุทธรูปเท่านั้นนั่นเอง