คอลัมน์ » ‘โควิดฯ’ พิชิตได้… แล้วไงต่อ…!!?

‘โควิดฯ’ พิชิตได้… แล้วไงต่อ…!!?

7 พฤษภาคม 2020
281   0

ดูแนวโน้มการระบาดของ เจ้าโรคร้ายไวรัสที่ชื่อ “โควิด-19” มาถึงวันนี้แล้ว ดูเหมือนว่าประเทศไทยของเรามีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ หลายๆจังหวัดมีผู้ป่วยหายจากโรคระบาดที่ว่าไปหลายแห่งจนเป็นศูนย์ไปแล้ว โดยเฉพาะที่ “จังหวัดเชียงราย” ก็เช่นกัน ซึ่งก่อนหน้าพบผู้ป่วย 9 ราย ตั้งแต่มีการระบาดใหม่ๆ และอีก 34 จังหวัดก็ไม่มีผู้ติดเชื้อและหายป่วยแล้ว (ข้อมูล 19 เม.ย.63 ขณะที่เขียนต้นฉบับนี้ มีผู้ป่วยทั่วประเทศ เพียง 32 ราย รวมทั้งมีผู้รักษาหายลดลงกลับบ้านไปเรื่อยๆ) นั่นเป็นเพราะ ความความร่วมมือของประชาชนและผู้ที่ติดเชื้อหรือที่ป่วยเป็นสำคัญ…ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และรับผิดชอบต่อสังคมไม่ยอมเป็นตัวแพร่เชื้ออีกต่อไป…เมื่อเทียบกับต่างประเทศ อย่างในยุโรป อเมริกา  และกลุ่มเอเชียหลายประเทศเป็นคนละเรื่องกันเลยทีเดียว

ความร่วมมือของทุกฝ่ายจึงเป็นพลังอันสำคัญที่จะต่อสู้กับภัยพิบัติได้… รวมทั้ง ผู้นำของจังหวัด และองคาพยพต่างๆทางด้านสาธารณสุขและฝ่ายปกครอง ทั้งตำรวจ ทหาร และผู้เกี่ยวข้องทุกสาขาที่ทำงานกันอย่างเต็มที่นำมาในรูปของ “การสนับสนุน” ให้กำลังใจตามที่ตนเองถนัด ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้จะรู้ว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องต่อสู้กับวายร้ายไวรัสที่มองไม่เห็นตัวก็ตาม..จึงขอชื่นชมมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง

เหตุการณ์ระบาดของไวรัสร้าย “โควิด-19” ครั้งนี้ เป็นเรื่องใหม่ที่มันขยายวงกว้างไปทั่วโลกอย่างที่เราทราบกันและมันได้เป็นตัวการในการ “เปลี่ยนแปลงโลก” หรือเป็นการ “ดิสรัปท์” (Disrupt) ของโลกครั้งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏลักษณะนี้มาก่อน แม้ในอดีตจะพอมีบ้างคนตายเป็นล้านก็ไม่รุนแรงและรวดเร็วเหมือนปัจจุบันเพราะอยู่ในวงแคบ… ดูเหมือนว่ามันจะมาลองของลองภูมิปัญญาของมนุษย์ว่าจะไปรอดไหมกับภัยร้ายครั้งนี้ และยังสนองต่อทฤษฎี “การคัดสรรจากธรรมชาติ” (Natural selection) คือธรรมชาติย่อมจะเลือกให้สิ่งที่แข็งแรงเท่านั้นให้อยู่ในโลกใบนี้อีกต่อไป ใครไหนที่ปรับตัวอยู่ได้ก็รอดต่อไป เช่น มนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ ใบหญ้า สัตว์ป่า ฯลฯ ที่ปรากฏบนโลกในทุกวันนี้

อย่างไรก็ตามหากจะมองอีกมุมในโลกสวยก็เข้ากับคำกล่าวที่ว่า… “ทุกอย่างที่เกิดมาแล้วย่อมดีเสมอ” ซึ่งหมายถึงอะไรก็ตามที่อุบัติขึ้นใหม่ย่อมจะให้ความรู้ ให้พลัง ให้ความคิด เกิดการเรียนรู้ใหม่ ให้รู้วิธีการแก้ไข เกิดศาสตร์ใหม่เพื่อปรับตัวร่วมอยู่กับมันและนำมันมาใช้ประโยชน์ที่จะคิดสร้างสรรค์พัฒนาต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ๆได้ต่อไป….

นับจากวันนี้เป็นต้นไปประชากรโลกรวมทั้งประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว พฤติกรรมใหม่จะเกิดขึ้นมาทดแทนจะกลายเป็นเรื่องปกติ หรือที่เรารู้จักกันในคำว่า  “นิว นอร์มอล” (New normal) จากที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนแต่จะเกิดขึ้นในพฤติกรรมของมนุษย์ เกี่ยวกับวิถีชีวิต วิถีอาชีพที่เคยชินแล้วมาเป็นเรื่องใหม่ที่เป็นสิ่งปกติแบบใหม่ไป เช่น การสวมหน้ากากอนามัยไปในสถานที่ต่างๆ (ปัจจุบันแม้แต่องค์การอนามัยโลกและต่างประเทศก็ยอมรับกันแล้ว) การเงิน การธนาคาร การค้า การลงทุน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การเมือง ฯลฯที่มีความเจริญด้านเทคโนโลยีมาเป็นตัวเชื่อมในทุกๆเรื่องที่จะมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเศรษฐกิจต่างๆก็จะพัฒนาเป็น “เศรษฐกิจแบบความเชื่อมั่น” (Trust economy) ลูกค้าผู้ที่มาใช้บริการมั่นใจว่าปลอดโรคฯปลอดภัยไว้ใจและยุติธรรม ทั้งห้างฯ ทั้งทัวร์และงานบริการอื่นๆ ต้องเตรียมรับต่อไปในอนาคตต้องเกิดขึ้นแน่…

เชียงราย และจังหวัดต่างๆในประเทศไทย จะมีแผนการดำเนินการอย่างไรต่อไป หลังจากนี้ (หากรัฐบาลยังไม่ยกเลิกภาวะฉุกเฉิน-เคอร์ฟิว) จะทำอย่างไร ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม นี้ เป็นต้นไป เพราะที่ผ่านมา “ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสมากจากการตกงานและขาดรายได้” โดยเฉพาะคนระดับล่างและเป็นภาพประวัติศาสตร์ของคนไทย ที่มีภาพผู้คนวิ่งแข่ง วิ่งกรู เป็นกลุ่มใหญ่ๆ เป็นร้อยเพื่อไปช่วงชิง อาหารด้วยความหิวโหยและขาดแคลน เพื่อไปรับบริจาคจากผู้มีจิตเมตตาที่นำทั้งเงิน ทั้งอาหาร การกิน ที่ปรุงสดๆ และอาหารแห้ง ในที่ต่างๆหลายจังหวัด และที่กรุงเทพฯ ที่ไม่กลัวโรคโควิดฯกันแล้ว ช่างเป็นภาพเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนที่น่าสงสาร สะเทือนใจ น่าอดสู หดหู่ในหัวใจยิ่งนัก… เพราะเป็นภาพที่สื่อให้เห็นและสะท้อนภาพในการบริหารจัดการของผู้รับผิดชอบในภาวะวิกฤติต่อประชาชนเหล่านี้ว่าเป็นอย่างไร…มีฝีมือมากแค่ไหน..

เนื่องเพราะทุกๆคนมีผลกระทบจากมาตรการ การปิดเมือง ปิดประเทศ ฯเพื่อสกัดภัยร้าย“โควิด-19” ทำให้ทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงทันที ดังที่ทราบกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจากผลกระทบนี้เป็นไปทั่วประเทศ เพราะผู้ที่เคยทำงานในภาคแรงงานต่างๆ ถูกปิดสวิตซ์ลงฉับพลัน ต้องเดือดร้อนกันทั่วหน้า จากกลุ่มแรงงานในประเทศ 37 ล้านคน แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ 1.ผู้ประกอบอาชีพอิสระรับจ้างทั่วไป 2.กลุ่มแรงงานในประกันสังคม และ3.กลุ่มเกษตรกร (อีกทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่ไม่นับในจำนวนนี้ซึ่งหลายๆคนก็เดือดร้อนเพราะส่วนหนึ่งต้องทำงานหาเงินเรียน)  ต้องเข้าใจว่าประชาชนในประเทศนั้นแตกต่างและเหลื่อมล้ำดังกับฟ้ากับเหว…การมอบ (แจก) (ไม่ควรใช้คำว่าแจกเพราะเป็นเงินของประชาชนที่เสียภาษีให้รัฐ) เงินช่วยเหลือ ของรัฐบาลตามที่ปรากฏก็มีขั้นตอน มีปัญหาสารพัดกว่าจะได้รับหลายๆคนไม่สามารถรับได้ เพราะมีผู้ลงชื่อขอรับบริการร่วม 30 ล้านคน แต่มีโควต้าจะมอบให้ไม่ถึงครึ่ง… แล้วที่เหลือจะช่วยเขาอย่างไรเมื่อทุกคนต้องกินต้องใช้ ต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น…ก็พอจะเดาออก หากไม่หาทางออกในเร็ววันเพราะความหิวโหยไม่เคยปราณีใคร..!!

ความสำเร็จของแต่ละจังหวัด และประเทศในวันนี้…มิได้อยู่ที่การแก้ไขปัญหา โควิดฯที่อยู่หมัดเท่านั้น…ปัญหาใหญ่ต่อไปคือ…จะผ่อนปรนหรือคลายล็อกอย่างไร..ที่จะให้มี “กิจกรรมทางเศรษฐกิจ” ของประชาชนในจังหวัดที่ไม่มีผู้ป่วยโควิดฯแล้ว ในหลายจังหวัดให้เศรษฐกิจต่างๆเดินต่อไปได้… คืนวิถีชีวิตปรกติในการทำมาหากินแบบที่เคยทำมา มีเสรีภาพในการประกอบอาชีพเพราะสุขภาพต้องไปพร้อมกับเสรีภาพด้วย พร้อมกับการเรียนรู้วิธีการ “ป้องกันโรคโควิดฯ”ไปพร้อมกับวิถีใหม่ ที่จะเกิดขึ้น…ในเมื่อจังหวัดต่างๆ หลายแห่งไม่มีการระบาดของเชื้อโรคดังกล่าวแล้ว…

หากยังคงมาตรการแบบเดิมไปอีก..ไม่ทราบอะไรจะเกิดขึ้น ในเมื่อท้องทุกคนหิวโหย…อาจทำให้ “คนขาดสติได้” ….จึงเป็นโจทย์หินที่หลายภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไขเหมือนสยบ “โควิด-19” มาแล้วในระดับหนึ่งซึ่งเราต้องหาทางออกร่วมกันเพราะ…ทุกชีวิตและประเทศชาติต้องเดินหน้าต่อไป…