คอลัมน์ » ดอกเก๊กฮวยทองคำแห่งดอยสะโง๊ะ จังหวัดเชียงราย

ดอกเก๊กฮวยทองคำแห่งดอยสะโง๊ะ จังหวัดเชียงราย

25 มกราคม 2020
2201   0

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2522 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่ประกอบไปด้วยเกษตรกรชาวไทยภูเขาเผ่าอีก้อและไทยใหญ่ที่ซึ่งเป็นหมู่บ้านในเขตความรับผิดชอบจำนวน 5 หมู่บ้านรวม 250 ครอบครัวประชากร 1,200 คน เพื่อลดปัญหาทางด้านยาเสพติดสร้างความมั่นคงให้กับหมู่บ้านชายแดนไทย-ลาวและไทย-พม่า แต่พื้นที่ของดอยสะโง๊ะมีข้อจำกัดที่ในด้านภูมิศาสตร์ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะอยู่ในพื้นที่ต่ำหรือสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 500 เมตร จึงไม่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกผลไม้เมืองหนาว ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือรัชกาลที่ 9 ทรงได้ดำริให้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะส่งเสริมพืชทางเลือก เช่น พืชสมุนไพรสำหรับการเพาะปลูกและส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกร โดยเริ่มต้น ศูนย์สะโง๊ะฯ โดยปี พ.ศ. 2552 ลุงน้อย (ไม่ทราบนามสกุล) ได้นำต้นดอกเก๊กฮวยเหลืองจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมอบให้ศูนย์สะโง๊ะฯ เพื่อขยายพันธ์และนำไปส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ในช่วงเริ่มต้นมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมปลูกเก๊กฮวยจำนวน 10 ครอบครัว ใช้พื้นที่จำนวน 2 ไร่ และนำดอกเก๊กฮวยสดส่งขายให้ศูนย์สะโง๊ะฯ ในราคา 10 บาทต่อกิโลกรัม และดอกเก๊กฮวยสดขนไปอบแห้งที่จังหวัดเชียงใหม่ เกิดข้อจำกัดและดอกเก๊กฮวยเสียหายจากการขนส่ง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาทางศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะฯ ได้ใช้วิธีการตากแดดแต่เกิดปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อรา และเมื่อลองสร้างเครื่อบอบแห้งก็มีประสิทธิภาพต่ำเกิดของเสียมากกว่า 70 % และโรงอบแห้งมีสภาพเก่ามาก ทำให้การดำเนินกิจการในการอบแห้งพืชสมุนไพรไม่ประสบความสำเร็จ และขาดทุนปีละ 40,000-60,000 บาท จากปัญหาดังกล่าวส่งผล ต่อมาในปี พ.ศ. 2556 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. และสำนักงานวิจัยเพื่อการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ได้ส่งทีมวิจัยเข้าลงพื้นที่เพื่อวิเคระห์โครงงานวิจัยตามกรอบงานวิจัย และแนวทางการพัฒนาโจทย์วิจัยพื้นที่สูงสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน กรณีศึกษา ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ จังหวัดเชียงราย พบว่าจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการอบแห้ง และปรับปรุงโรงอบแห้งอย่างเร่งด่วน

รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอําไพ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการเกษตร (องค์การมหาชน) ในขณะนั้นได้มอบหมายให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฤทธิชัย อัศวราชันย์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ดำเนินโครงการวิจัย การพัฒนากระบวนการอบแห้งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ และสนับสนุนทุนวิจัย (รหัสโครงการ PRP5605020750) เพื่อพัฒนาเครื่องอบแห้งจำนวน 4 เครื่อง และปรับปรุงโรงอบแห้งให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยปัจจัยของการอบแห้งที่ผลต่อคุณภาพของดอกเก๊กฮวย และมีวัตถุประสงค์ในการสงเสริมอาชีพให้เกษตรกร ผลการดำเนินโครงการวิจัยพบว่า สามารถได้สภาวะที่เหมาะสมในการอบแห้งดอกเก๊กฮวย ดอกคาร์โมมายล์ หญ้าหวาน และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ส่งผลให้เกิดผลกำไร และสามารถเพิ่มราคารับซื้อดอกเก๊กฮวยเป็น 30 บาทต่อกิโลกรัม กระตุ้นให้เกิดความสนใจจากเกษตรกร โดยภายหลังที่เสร็จสิ้นโครงการในระยะที่ 1 แล้วพบว่ามีเกษตรกรเพิ่มขึ้นเป็น 27 ครอบ และเพิ่มขึ้นทุกปีจนปี พ.ศ. 2561 มีเกษตรกรเข้าร่วมปลูกดอกเก๊กฮวยจำนวน 104 ครอบครัว มีพื้นที่ในการเพาะปลูกเก๊กฮวยเพิ่มขึ้นเป็น 30 ไร่ และมีกำลังการอบแห้งเต็มที่ 410 กิโลกรัมสดส่งผลให้เกิดการผลผลิตเสียหายจากการอบแห้งไม่ทันอีกครั้ง ดังนั้นสำนักงานวิจัยเพื่อการเกษตร (องค์การมหาชน) จึงได้ลงพื้นที่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2561 เพื่อวิเคราะห์โจทย์วิจัย พบว่าปัจจุบันศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะส่งเสริมเกษตรกรให้เพาะปลูกเก๊กฮวย และมีปริมาณดอกเก๊กฮวยที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวมาจำหน่ายมากกว่าให้กับศูนย์มากกว่า 2,000 กิโลกรัมสดต่อวัน ส่งผลกระทบต่อการอบแห้ง และเกิดการเสียหายจากการอบแห้งไม่ทัน

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการเกษตร (องค์การมหาชน) คนปัจจุบันมอบหมายให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฤทธิชัย อัศวราชันย์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้เร่งดำเนินโครงการวิจัย การพัฒนากระบวนการอบแห้งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ ระยะที่ 2 และสนับสนุนทุนวิจัย (เลขที่สัญญา CRP6205012320) โดยนำเทคโนโลยีการอบแห้งแบบ multi stage drying และสร้างเครื่องอบแห้งต้นแบบมาติดตั้งที่ศูนย์สะโง๊ะฯ เพื่อใช้ในการอบแห้งดอกเก๊กฮวย จากผลการศึกษาพบว่าเครื่องอบแห้งเทคโนโลยีการ multi stage drying นั้นสามารถลดเวลาในการอบแห้ง ลดการใช้พลังงาน มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเครื่องอบแห้งในระยะที่ 1 ส่งผลให้ศูนย์สะโง๊ะฯ จังหวัดเชียงราย โดยสามารถอบแห้งดอกเก๊กฮวยได้มากถึงวันละ 1,570 กิโลกรัม ส่งผลให้ทางมูลนิธิโครงการหลวงเพิ่มราคารับซื้อดอกเก๊กฮวยเป็น 47 บาทต่อกิโลกรัม และมีเกษตรกรเข้าร่วม 150 ครอบครัว และขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 42 ไร่ และเมื่อรวมกับเกษตรกรผู้ปลูกคาร์โมมายล์ หญ้าหวาน และพืชสมุนไพรอื่นๆ แล้วส่งผลให้เกิดรายได้กับเกษตรกรรวม 250 ครอบครัว

ปัจจุบันดอยสะโง๊ะฯ เป็นแหล่งที่ปลูกดอกเก๊กฮวยสีเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเกิดรายได้ให้กับเกษตรกรโดยตรงมากกว่าไร่ละ 120,000-150,000 บาท และในปีนี้มีเกษตรกรชนินทร์ วงศ์เรือน มีรายได้จากการจำหน่ายดอกเก๊กฮวยสดให้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะฯ จำนวน 270,000 บาท ใช้พื้นที่เพียง 3 ไร่ ดังนั้นดอกเก๊กฮวยจึงเปรียบเสมือนทองคำแห่งดอยสะโง๊ะฯ และเมื่อนำไปอบแห้งก็ได้ชาดอกเก๊กฮวยที่มีกลิ่นหอม และมีสารสารฟาลาโวนอยด์ที่สารต้านการเกิดมะเร็ง และชาเก็กฮวยอบแห้งสามารถนำไปจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 800-1,200 บาทต่อกิโลกรัมแห้ง สร้างมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ชาเก๊กฮวยอบแห้ง รวมกับชาดอกไม้สมุนไพรชนิดอื่นๆ สร้างมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี นับว่าเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเกษตรรากหญ้า ที่ไม่สามารถทำเกษตรแปลงใหญ่ ได้มีโอกาสสร้างรายได้ สามารถวิจัยเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของพื้นที่สูงสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการวิจัยทั้ง 2 ระยะ ส่งผลให้หน่วยงานเล็งเห็นความสำคัญ และอนุมัติในการสร้างอาคารโรงงานอบแห้งที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้วยงบประจำจังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ.2563 สนับสนุนสการสร้างความปลอดภัย และความมั่นคงด้านอาหารในจังหวัดเชียงรายหนุนวิถีไทยสู่เมือง ชา-กาแฟ ร่วมสมัยสร้างเศรษฐกิจชุมชน

กิตติกรรมประกาศ คณะผู้วิจัยของขอบคุณเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ที่ให้อนุญาตเผยแพร่ข้อมูล จากโครงการวิจัย เลขที่สัญญา CRP6205012320

ลุงน้อย (ไม่ทราบนามสกุล) มอบต้นกล้าเก๊กฮวยสีเหลืองให้กับตัวแทนมูลนิธิโครงการหลวงสะโง๊ะฯ จังหวัดเชียงราย

โรงอบแห้งที่ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ
(บันทึกภาพที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ วันที่ 23-25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554)

ภาพ 3  โรงอบแห้งที่ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะฯ หลังดำเนินโครงการ

(บันทึกภาพที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562)

ภาพ 4 ทุ่งดอกเก๊กฮวยในพื้นที่ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะฯ

ภาพ 5 ดอกเก๊กฮวยในพื้นที่ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะฯ